ท่ามกลางสายหมอกบางเบาที่ทอดตัวคลอเคลียยอดเขาในหุบเขาพูนาคา เส้นทางเดินเท้าลัดเลาะผ่านทุ่งนาขั้นบันไดสีเขียวขจีและแปลงเกษตรกรรมค่อยๆ พาเราก้าวข้ามผ่านกาลเวลาสู่โลกอีกใบที่ความศรัทธาและธรรมชาติหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ‘วัดชิมิ ลาคัง’ หรือที่รู้จักกันในนามวัดขอลูกแห่งภูฏาน ไม่ได้เป็นเพียงหมุดหมายปลายทางสำหรับคู่รักที่ปรารถนาจะมีบุตรเท่านั้น หากแต่ที่นี่คือห้วงเวลาแห่งการเรียนรู้ปรัชญาพุทธแบบวัชรยานที่เต็มไปด้วยสีสัน ความลึกซึ้ง และเรื่องราวของนักบวชนอกรีตผู้ใช้ความบ้าคลั่งภายนอกเพื่อปลุกจิตวิญญาณภายในให้ตื่นรู้
การเดินทางมาเยือนศาสนสถานอายุกว่าห้าศตวรรษแห่งนี้ บังคับให้เราต้องถอดแว่นตาแห่งค่านิยมสมัยใหม่ทิ้งไป แล้วเปิดใจรับฟังเรื่องราวของ ‘ดรุกปา คุนเลย์’ (Drukpa Kunley) หรือที่ชาวตะวันตกขนานนามว่า ‘The Divine Madman’ พระอาจารย์ผู้ใช้บทเพลง เสียงหัวเราะ เหล้าสาโท และสัญลักษณ์อันแหวกแนวในการฟาดฟันความดัดจริตของสังคม พร้อมทั้งวางรากฐานแห่งความอุดมสมบูรณ์และความสุขสงบให้แก่ผืนแผ่นดินแห่งนี้อย่างยั่งยืน
รอยเท้าแห่งพระบ้า: ตำนาน ‘ดรุกปา คุนเลย์’ และรากเหง้าแห่งชิมิ ลาคัง
ย้อนกลับไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 ดรุกปา คุนเลย์ พระภิกษุสายตักซังผู้ทรงอภิญญา ได้เดินทางจาริกแสวงบุญมายังดินแดนภูฏาน แทนที่จะพำนักในอารามอันเคร่งครัดตามแบบแผน ท่านเลือกที่จะใช้ชีวิตท่ามกลางชาวบ้าน สามัญชน และหญิงสาว พร้อมทั้งเผยแผ่ธรรมะผ่านอารมณ์ขันเรื่องเพศ บทกวีลามกอนาจารภายนอกที่แฝงไว้ด้วยปรัชญาอันลึกซึ้ง และการปราบปรามภูตผีปีศาจด้วยพลังแห่งสมาธิอันกล้าแกร่ง ตำนานเล่าว่าท่านได้ใช้ ‘สายฟ้าแห่งปัญญาญาณ’ (ซึ่งถูกแทนที่ด้วยสัญลักษณ์ทางกายภาพ) สยบปีศาจแห่งภูเขา Dochu La และกดร่างของมันไว้ ณ บริเวณที่ตั้งของวัดชิมิ ลาคังในปัจจุบัน เพื่อให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งแผ่ขยายความเมตตาและความอุดมสมบูรณ์แก่สรรพสัตว์ การสร้างอารามหลังเล็กๆ แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างศาสนสถานเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า แต่เป็นอนุสรณ์สถานแห่งการปลดแอกจิตใจจากกรอบอันคับแคบของสังคม
สถาปัตยกรรมท่ามกลางทุ่งนา และความหมายเบื้องหลัง ‘ปลัดขิก’
เมื่อเดินเท้าผ่านหมู่บ้านโซปโซกา สิ่งสะดุดตานอกจากทัศนียภาพของเทือกเขาอันยิ่งใหญ่คือภาพวาด ‘ปลัดขิก’ สีสันสดใสที่ประดับอยู่ตามผนังบ้านเรือนเกือบทุกหลัง สำหรับผู้มาเยือนครั้งแรก ภาพเหล่านี้อาจสร้างความประหลาดใจหรือความขบขัน แต่ในบริบทวัฒนธรรมภูฏาน สิ่งนี้คือตัวแทนแห่งพลังการสร้างสรรค์ของดรุกปา คุนเลย์ ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนยันต์กันภัย ปัดเป่าวิญญาณร้าย ความอิจฉาริษยา และดึงดูดความโชคดีมาสู่ครอบครัว ตัววัดชิมิ ลาคังตั้งอยู่บนเนินเขารูปทรงคล้ายเต้านมมารดาที่โอบล้อมด้วยทุ่งนาขั้นบันได ตัวอารามสีขาวสะอาดตาตัดกับงานไม้แกะสลักสีทองและภาพจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์อันยาวนาน สะท้อนสุนทรียศาสตร์แบบภูฏานดั้งเดิมที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยพลังแห่งศรัทธา
พิธีกรรมขอบุตรและมนต์ขลังแห่งค้อนไม้ศักดิ์สิทธิ์
ภายในห้องโถงศักดิ์สิทธิ์ของวัดชิมิ ลาคัง อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของควันธูปและเนยจามรีที่ละลายบนตะเกียง พระภิกษุภายในวัดจะทำหน้าที่ประกอบพิธีให้พรแก่คู่รักที่เดินทางมาไกลจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อขอบุตร โดยการให้ผู้มาเยือนยกค้อนไม้โบราณที่สลักลวดลายพิเศษและสัมผัสกับคันธนูศักดิ์สิทธิ์ที่ดรุกปา คุนเลย์เคยใช้จริง พร้อมทั้งรับน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์และความเมตตาจากพระสงฆ์ ความพิเศษคือ หากคู่รักใดได้รับบุตรสมใจปรารถนา ธรรมเนียมปฏิบัติคือการกลับมาที่วัดแห่งนี้อีกครั้งเพื่อตั้งชื่อเด็กทารก โดยมักจะให้พระสงฆ์เป็นผู้เลือกชื่อมงคลให้ ซึ่งชื่อเหล่านั้นมักจะมีส่วนพ้องกับคำว่า ‘คุนเลย์’ หรือเชื่อมโยงกับเรื่องราวของความเมตตาปรานี
