เมื่อหมอกไอน้ำพวยพุ่งขึ้นเสียดฟ้าจากรอยแยกของเปลือกโลกในทุกมุมถนน เมืองเบปปุ (Beppu) มิได้เป็นเพียงแค่เมืองตากอากาศริมทะเลในจังหวัดโออิตะ หากแต่เป็นดินแดนที่ธรรมชาติได้แสดงพลังอันดิบเถبةและงดงามออกมาผ่านผืนน้ำเดือดพล่านและสีสันอันแปลกตา การเดินทางมาเยือน ‘นรกเบปปุ’ (Beppu Hells หรือ Jigoku Meguri) จึงไม่ใช่แค่การเดินทางมาชมวิวทิวทัศน์ทั่วไป แต่เป็นการก้าวเข้าสู่มิติเวลาที่ธรรมชาติและมนุษยชาติหลอมรวมเข้าด้วยกันมานานนับศตวรรษ
ท่ามกลางสายน้ำแร่ที่พวยพุ่งและอุณหภูมิที่ร้อนระอุเกินกว่าจะลงไปแช่ได้ เบปปุกลับซ่อนความรื่นรมย์และความประณีตในวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่นโบราณเอาไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ จากบ่อน้ำสีฟ้าประกายโคบอลต์ไปจนถึงบ่อโคลนเดือดสีเทาเข้ม แต่ละแห่งต่างบอกเล่าเรื่องราวทางธรณีวิทยาที่แตกต่างกัน และเปิดประตูต้อนรับนักเดินทางผู้แสวงหาความสงบและความงดงามที่เหนือกว่าการท่องเที่ยวแบบผิวเผิน
สิมโฟนีแห่งธรณีวิทยา: เปิดประตูสู่อาณาจักร 7 บ่อน้ำร้อนนรก
การเดินทางเยือน Jigoku Meguri หรือการแสวงบุญสู่นรกทั้งเจ็ดในย่านคันนาวะ (Kannawa) และชิโบะรุ (Shibaseki) เริ่มต้นด้วยความตื่นตาตื่นใจ บ่อแรกที่พลาดไม่ได้คือ ‘อูมิ จิโกกุ’ (Umi Jigoku) หรือนรกทะเล ที่สะกดสายตาด้วยน้ำสีโคบอลต์บลูใสราวกับมหาสมุทรเขตร้อน ทั้งที่อุณหภูมิสูงถึง 98 องศาเซลเซียส ตัดกับควันสีขาวที่พวยพุ่มหนาทึบ ขยับเข้ามาใกล้คือ ‘โอนิอิชิ โบซึ จิโกกุ’ (Oniishi Bozu Jigoku) ที่ซึ่งฟองโคลนเดือดปุดๆ ผุดขึ้นมาคล้ายกับศีรษะของพระภิกษุโกนหัว ก่อเกิดเสียงปุดๆ เบาๆ ท่ามกลางบรรยากาศป่าไผ่รอบด้าน
ความมหัศจรรย์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ‘ชิโนะอิเกะ จิโกกุ’ (Chinoike Jigoku) หรือนรกบ่อเลือด เปล่งประกายด้วยน้ำแร่สีแดงฉานจากแร่ธาตุเหล็กและออกξειด์ ให้ความรู้สึกราวกับภาพวาดโบราณ ขณะที่ ‘ทัตสึมากิ จิโกกุ’ (Tatsumaki Jigoku) บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติแบบพุ่ง (Geyser) จะระเบิดพลังพ่นน้ำร้อนขึ้นสู่ท้องฟ้าทุกๆ 30-40 นาที สร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนอย่างไม่รู้ลืม บ่ออื่นๆ อย่างคามะ จิโกกุ, ชิราอิเกะ จิโกกุ และ โอนิยามะ จิโกกุ ต่างก็มีคาแรคเตอร์เฉพาะตัวที่สะท้อนความหลากหลายอันซับซ้อนของมหาภพใต้พื้นพิภพแห่งนี้
มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา: เมื่อความร้อนใต้พิภพคือลมหายใจของเมือง
เบปปุไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่มีบ่อน้ำร้อนมากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น แต่ยังเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตของภูมิปัญญาการจัดการพลังงานความร้อนใต้พิภพ ตั้งแต่ยุคโบราณที่ไอน้ำถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาและการรักษาโรค สู่การพัฒนาเป็นระบบสาธารณูปโภคด้านสุขภาพที่ส่งตรงถึงเรียวกังและโรงอาบน้ำสาธารณะ (Sento) ทั่วเมือง
ร่องรอยของประวัติศาสตร์ยังคงปรากฏผ่านสถาปัตยกรรมไม้โบราณและตรอกซอกซอยที่อบอวลไปด้วยไอหมอก การได้เดินทอดน่องในย่านคันนาวะในช่วงเวลาพลบค่ำ ขณะที่แสงไฟสีส้มจากอาคารไม้สะท้อนกับไอน้ำที่ลอยละล่องบนท้องถนน คือภาพสะท้อนของความกลมกลืนระหว่างมนุษย์และธรรมชาติที่หาได้ยากยิ่งในโลกยุคปัจจุบัน
สุนทรียภาพแห่งรสชาติ: ศิลปะการปรุงอาหารด้วยไอน้ำธรรมชาติ (Jigoku Mushi)
การสัมผัสเบปปุนอกจากจะใช้สายตาและผิวกายแล้ว การรับประทานอาหารยังเป็นอีกหนึ่งประสาทสัมผัสที่ไม่ควรพลาด ‘Jigoku Mushi’ หรือการนึ่งด้วยไอน้ำนรก เป็นภูมิปัญญาการทำอาหารที่มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ โดยใช้อุปกรณ์การนึ่งแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า ‘Jigoku Gama’ ซึ่งอาศัยไอความร้อนจากน้ำแร่ธรรมชาติที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส
วัตถุดิบชั้นเลิศ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัวคุโรเกะวากิว อาหารทะเลสดใหม่จากอ่าวเบปปุ และผักตามฤดูกาลจากพื้นดินอุดมสมบูรณ์ของโออิตะ ถูกนำมาวางเรียงในตะกร้าไม้ไผ่และนึ่งด้วยไอน้ำแร่ธรรมชาติ ไอน้ำบริสุทธิ์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความหวานตามธรรมชาติของวัตถุดิบไว้ได้อย่างครบถ้วน แต่ยังมีแร่ธาตุอ่อนๆ ที่ซึมซาบเข้าไปเพิ่มรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ทุกคำที่ลิ้มลองคือการซึมซับแก่นแท้ของธรรมชาติอย่างแท้จริง
