เยือน ‘ศาลเจ้าโทคิวะ’ มรดกตระกูลโทคุกาวะแห่งมิโตะ: ตามรอยตำนานมิโตะ โคมง และความเงียบสงบแห่งซามูไรใกล้โตเกียว
ข้อมูลการเดินทางlocation_onศาลเจ้าโทคิวะ (Tokiwa Shrine)

เยือน ‘ศาลเจ้าโทคิวะ’ มรดกตระกูลโทคุกาวะแห่งมิโตะ: ตามรอยตำนานมิโตะ โคมง และความเงียบสงบแห่งซามูไรใกล้โตเกียว

โดย BRR Travel Curators | 3 นาทีในการอ่าน

เมื่อสายลมปลายฤดูหนาวพัดผ่านผืนน้ำระยิบระยับของทะเลสาบเซ็นบะ (Lake Senba) กลิ่นหอมละมุนของดอกบ๊วยนับพันต้นก็เริ่มโชยมาแตะนาสิก ดึงดูดให้ผู้แสวงหาความสงบและร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ก้าวเข้าสู่ร่มเงาอันเงียบสงบของ ‘ศาลเจ้าโทคิวะ’ (Tokiwa Shrine) ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานทั่วไป หากแต่เป็นอนุสรณ์สถานแห่งจิตวิญญาณ ปัญญา และเกียรติภูมิอันสูงส่งของตระกูลโทคุกาวะสาขามิโตะ ที่นี่คือจุดบรรจบระหว่างปรัชญาการปกครองอันลึกซึ้ง ศิลปะการจัดวางภูมิทัศน์ระดับโลก และเรื่องเล่าขานของซามูไรผู้ทรงอิทธิพลที่สุดหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

การเดินทางมาเยือนศาลเจ้าโทคิวะเปรียบเสมือนการเปิดหน้าหนังสือประวัติศาสตร์ยุคเอโดะออกอ่านด้วยตาตนเอง ท่ามกลางแมกไม้โบราณที่ยืนต้นตระหง่านผ่านกาลเวลา ศาลเจ้าแห่งนี้บอกเล่าเรื่องราวของไดเมียวผู้ทรงวิสัยทัศน์ผู้เปลี่ยนทิศทางความคิดของแผ่นดิน ผ่านการอุทิศถวายแด่ดวงวิญญาณของ ‘โทคุกาวะ มิตสึคุนิ’ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘มิโตะ โคมง’ ผู้เป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรม และ ‘โทคุกาวะ นาริอากิ’ ผู้ให้กำเนิดรากฐานการศึกษาอันทันสมัย มอบประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงลึกที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางปัญญาสำหรับนักเดินทางผู้หลงใหลในความงามอันแท้จริงของวัฒนธรรมญี่ปุ่น

จิตวิญญาณและรากเหง้าแห่งตระกูลโทคุกาวะ: จากมิโตะ โคมง สู่ปราชญ์ผู้พลิกแผ่นดิน

เบื้องหลังความสง่างามของศาลเจ้าโทคิวะ คือเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของแคว้นมิโตะ (Mito Domain) หนึ่งในสามสาขาตระกูลหลักของโชกุนโทคุกาวะ (Gosanke) องค์เทพประธานองค์แรกคือ โทคุกาวะ มิตสึคุนิ ไดเมียวผู้ปราชญ์เปรื่องและเป็นที่รักยิ่งของประชาชน ผู้ริเริ่มโครงการเขียนประวัติศาสตร์ชาติญี่ปุ่นชิ้นโบว์แดง ‘ไดนิฮงชิ’ (Dai Nihonshi) ซึ่งหล่อหลอมอัตลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่นในเวลาต่อมา อีกทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของตำนานพื้นบ้านอันโด่งดัง ‘มิโตะ โคมง’ ขุนนางผู้ปลอมตัวออกตรวจความประพฤติของข้าราชการเลวตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อช่วยเหลือราษฎรผู้ยากไร้

เคียงคู่กันนั้นคือ โทคุกาวะ นาริอากิ ไดเมียวผู้มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลในยุคปลายเอโดะ ผู้ก่อตั้งสถาบันการศึกษา ‘โคโดคัง’ (Kodokan) โรงเรียนซามูไรที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นเวลานั้น การอุทิศศาลเจ้าแห่งนี้ให้แก่บุคคลทั้งสองจึงสะท้อนถึงการยกย่อง ‘บุ๋นและบู๊’ (สติปัญญาและวิชาดาบ) ควบคู่กันไป บรรยากาศภายในศาลเจ้าจึงอบอวลไปด้วยความขรึมขลัง สงบเยือกเย็น และเปี่ยมด้วยพลังแห่งการเรียนรู้ที่ยังคงส่ง Aspiration มาถึงคนรุ่นปัจจุบัน

สถาปัตยกรรมและคลังสมบัติซามูไร: ค้นพบพิพิธภัณฑ์กิเร็ทสึคัง

เมื่อก้าวผ่านเสาโทริอิและทางเดินหินที่ปกคลุมด้วยร่มเงาไม้ยืนต้น สถาปัตยกรรมไม้ตามแบบฉบับชินโตดั้งเดิมปรากฏขึ้นด้วยความสมถะแต่สง่างาม องค์อาคารหลักได้รับการดูแลรักษาอย่างประณีตสะท้อนฝีมือช่างหลวงยุคโบราณ ที่นี่ไม่ได้มีเพียงแค่พื้นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังมี ‘พิพิธภัณฑ์กิเร็ทสึคัง’ (Giretsukan) ตั้งอยู่ไม่ไกล ซึ่งทำหน้าที่เก็บรักษาและจัดแสดงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของตระกูลโทคุกาวะ

ภายในพิพิธภัณฑ์นักเดินทางจะได้ยลโฉมศาสตราวุธ ชุดเกราะซามูไรโบราณที่ผ่านการใช้งานจริงในศึกสงคราม บันทึกตัวเขียนพู่กันโบราณ และข้าวของเครื่องใช้ที่สะท้อนวิถีชีวิตชนชั้นสูงในอดีต ทุกชิ้นส่วนบอกเล่าเรื่องราวความจงรักภักดี เกียรติยศ และศิลปะการตีดาบอันเป็นเลิศ ซึ่งหาชมได้ยากยิ่งในพื้นที่อื่น เป็นหมุดหมายสำคัญที่ผู้สนใจประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นต้องมาเยือนเพื่อซึมซับจิตวิญญาณซามูไรอย่างแท้จริง

รื่นรมย์คู่ธรรมชาติ: เมื่อศาลเจ้าผสานเป็นหนึ่งเดียวกับสวนไคราคุเอ็น

ความพิเศษอีกประการหนึ่งของศาลเจ้าโทคิวะคือ ทำเลที่ตั้งอันเป็นสะพานเชื่อมระหว่างผืนป่าอันศักดิ์สิทธิ์กับ ‘สวนไคราคุเอ็น’ (Kairakuen Garden) หนึ่งในสามสวนสำหรับชมภูมิทัศน์ที่งดงามที่สุดของญี่ปุ่น (Nihon Sanmeien) ซึ่งสร้างขึ้นโดยโทคุกาวะ นาริอากิ ในปี ค.ศ. 1842 แนวคิดเบื้องหลังสวนแห่งนี้คือการเปิดกว้างให้ผู้คนทุกชนชั้นได้มาพักผ่อนหย่อนใจร่วมกัน สมกับชื่อ ‘ไคราคุ’ ที่แปลว่าความสุขร่วมกัน

ในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ (เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม) บริเวณโดยรอบศาลเจ้าและสวนไคราคุเอ็นจะถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูและขาวของดอกบ๊วยกว่า 3,000 ต้นจาก 100 สายพันธุ์ กลิ่นหอมจางๆ ที่ลอยมาตามลมหนาวผสานกับเสียงระฆังศาลเจ้า สร้างสุนทรียภาพทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง ยากจะหาที่ใดเหมือน เป็นมิติการท่องเที่ยวที่ผสานธรรมชาติ ศิลปะ และประวัติศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

travel_explore
Field Advisory

คำแนะนำสำหรับการเดินทางหน้างาน (Practical Travel Guide)

การเดินทางจากโตเกียวมายังเมืองมิโตะ จังหวัดอิบารากิ สะดวกสบายอย่างยิ่งโดยสารรถไฟด่วนพิเศษ JR Joban Line (เช่น ขบวน Hitachi หรือ Tokiwa) จากสถานี Ueno ใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น เมื่อถึงสถานี Mito สามารถต่อรถบัสประจำสายเพื่อไปยังป้าย Tokiwa-jinja Iriguchi หรือเดินเท้าเชื่อมต่อมาจากสวนไคราคุเอ็นได้ ระยะเวลาในการท่องเที่ยวที่เหมาะสมคือการจัดทริปแบบวันเดียว (Day Trip) จากโตเกียว สำหรับมารยาทและการเตรียมตัว ควรสวมใส่รองเท้าที่เดินสบายเนื่องจากบริเวณศาลเจ้าและสวนโดยรอบเป็นทางเดินกรวดและเนินเขาเล็กน้อย แต่งกายด้วยความสุภาพเรียบร้อยตามกาลเทศะของการเยือนศาสนสถาน หากต้องการเก็บความทรงจำอันทรงคุณค่า สามารถแวะบูชา ‘ตราประทับกูชูอิน’ (Goshuin) ลายเส้นพู่กันโบราณอันประณีตของศาลเจ้าโทคิวะ ซึ่งได้รับการบันทึกอย่างงดงามลงในสมุดสะสม พร้อมเครื่องรางนำโชคที่ออกแบบด้วยความประณีตสื่อถึงปัญญาและความสำเร็จ
help_outline
Traveler Q&A

คำถามที่พบบ่อย (Frequently Asked Questions)

ศาลเจ้าโทคิวะมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับมิโตะ โคมง?expand_more
ศาลเจ้าโทคิวะสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่ โทคุกาวะ มิตสึคุนิ (ผู้เป็นที่รู้จักในนาม ‘มิโตะ โคมง’) ไดเมียวผู้ปราชญ์เปรื่องแห่งแคว้นมิโตะ ผู้เรียบเรียงพงศาวดารญี่ปุ่นและเป็นสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรมตามตำนานพื้นบ้าน รวมถึง โทคุกาวะ นาริอากิ ไดเมียวผู้ปฏิรูปการศึกษา.
สามารถเดินทางไปศาลเจ้าโทคิวะจากโตเกียวได้อย่างไร?expand_more
สามารถนั่งรถไฟด่วนพิเศษ JR Limited Express (Hitachi หรือ Tokiwa) จากสถานี Ueno ในโตเกียวตรงมาลงที่สถานี Mito ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นต่อรถบัสหรือแท็กซี่สั้นๆ หรือเลือกเดินเท้าชมเมืองเชื่อมจากสวนไคราคุเอ็น.
มีไฮไลต์อะไรที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนศาลเจ้าโทคิวะ?expand_more
ไฮไลต์สำคัญประกอบด้วยการสักการะขอพรเรื่องสติปัญญาและความสำเร็จ, การเข้าชมพิพิธภัณฑ์กิเร็ทสึคัง (Giretsukan) เพื่อดูโบราณวัตถุและดาบซามูไรของตระกูลโทคุกาวะ, และการเดินชมความงามของสวนไคราคุเอ็นที่อยู่ติดกัน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลดอกบ๊วย.