ท่ามกลางความเงียบสงบของร่มเงาไม้โบราณใจกลางเมืองโมริโอกะ จังหวัดอิวาเตะ มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่ซ่อนเรื่องเล่าอันน่าพิศวงของตำนานพื้นบ้านและพลังแห่งจิตวิญญาณเอาไว้ ศาลเจ้ามิตสึอิชิ (Mitsuishi Shrine) มิได้เป็นเพียงศาสนสถานธรรมดา หากแต่เป็นหลักหมุดทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงระหว่างโลกมนุษย์กับตำนานอสูรร้ายในอดีตกาล โขดหินแกรนิตสีดำทะมึนสามก้อนที่ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ที่แห่งนี้ คือประจักษ์พยานแห่งคำมั่นสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งกลายมาเป็นรากเหง้าของชื่อจังหวัดอันกว้างใหญ่ไพศาล และเป็นจุดกำเนิดของจังหวะกลองแห่งความสุขที่สะท้อนก้องมาจนถึงปัจจุบัน
การก้าวเท้าเข้าสู่บริเวณศาลเจ้ามิตสึอิชิเปรียบเสมือนการเดินทางย้อนเวลากลับไปสู่ยุคสมัยที่ธรรมชาติและภูตผีปีศาจยังคงหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับวิถีชีวิตของผู้คน เสียงใบไม้ไหวและกลิ่นอายความชื้นของหินผาช่วยขับเน้นบรรยากาศความขลังให้เด่นชัดขึ้น ที่นี่คือพาวเวอร์สปอต (Power Spot) อันทรงพลังที่นักเดินทางผู้หลงใหลในประวัติศาสตร์เชิงลึกและวัฒนธรรมอันเก่าแก่ต่างมุ่งVมาเยือน เพื่อสัมผัสร่องรอยแห่งตำนานที่ถูกจารึกไว้ด้วยพลังเหนือธรรมชาติ ซึ่งรอคอยให้ผู้มีใจเปิดกว้างได้มาค้นพบความหมายอันลึกซึ้งเบื้องหลังศิลาเหล่านั้น
ศิลาสามก้อนกับตำนานอสูรราเซ็ตสึ: ที่มาแห่งนาม ‘อิวาเตะ’
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในยุคโบราณ เมื่อครั้งที่อสูรร้ายนามว่า ‘ราเซ็ตสึ’ (Rasetsu) ออกอาละวาดสร้างความหวาดกลัวแก่ผู้คนในแถบนี้ สร้างความเดือดร้อนจนชาวบ้านต้องพากันร่ำไห้และอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือ เทพเจ้าแห่งสรวงสวรรค์จึงทรงบันดาลให้เกิดสายฟ้าฟาดลงมาปราบอสูรร้ายตนนั้นจนมุม และถูกมัดตรึงไว้กับโขดหินแกรนิตยักษ์สามก้อนที่ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ที่ตั้งของศาลเจ้ามิตสึอิชิในปัจจุบัน เพื่อเป็นหลักประกันว่าอสูรจะไม่กลับมาสร้างความเดือดร้อนอีก อสูรราเซ็ตสึจึงจำใจต้องประทับรอยมือ (Handprint) ลงบนโขดหินยักษ์นั้นเพื่อแสดงสัจวาจาว่าจะไม่เหยียบย่างกลับมาสร้างความเสียหายอีกตลอดไป รอยหัตถ์บนหินนี้เองที่เป็นที่มาของคำว่า ‘อิชิ’ (หิน) และ ‘วะเตะ’ (มือ) จนกลายมาเป็นรากศัพท์ของชื่อจังหวัด ‘อิวาเตะ’ (Iwate) ในเวลาต่อมา โขดหินทั้งสามก้อนนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ก้อนหินทางธรณีวิทยา แต่เป็นอนุสรณ์สถานแห่งชัยชนะของความดีงามเหนือความชั่วร้าย
เสียงกลองแห่งความปีติ: รากเหง้าของระบำ Sansa Odori
ความน่าอัศจรรย์ของศาลเจ้ามิตสึอิชิไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตำนานการปราบอสูร หากแต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับจิตวิญญาณแห่งความสุขของชาวเมืองโมริโอกะ ตำนานเล่าว่า เมื่อชาวบ้านทราบข่าวว่าอสูรร้ายถูกปราบและให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่กลับมาอีก พวกเขาต่างรู้สึกปีติยินดีจนเก็บความรู้สึกไว้ไม่อยู่ พากันออกมาเต้นระบำรอบโขดหินทั้งสามก้อนพร้อมกับเปล่งเสียงร้องโห่ร้องด้วยความโล่งใจและเบิกบานใจ การเต้นรำเฉลิมฉลองด้วยความสุขรอบหินมิตสึอิชินี้เอง คือปฐมบทของเทศกาล ‘Morioka Sansa Odori’ เทศกาลระบำพื้นเมืองที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดแห่งภูมิภาคโทโฮคุในปัจจุบัน ทุกๆ ปีในช่วงฤดูร้อน เสียงกลองไทโกะนับพันและเสียงประสาน ‘Sansa-Rokka’ จึงเป็นการสืบสานพลังแห่งความสุขที่ส่งต่อมาจากพิธีกรรมโบราณ ณ ศาลเจ้าแห่งนี้
พาวเวอร์สปอตแห่งจิตวิญญาณ: ความเงียบสงบที่เปี่ยมด้วยพลัง
ในมิติของการท่องเที่ยวเชิงลึก ศาลเจ้ามิตสึอิชิทำหน้าที่เป็นสมอเรือทางจิตวิญญาณที่ช่วยดึงความวุ่นวายภายนอกให้เข้าสู่ความนิ่งสงบ ตัวศาลเจ้าตั้งอยู่ไม่ไกลจากปราสาทโมริโอกะ แต่กลับมีบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวและร่มรื่นอย่างยิ่ง เงาไม้ใหญ่ที่ปกคลุมพื้นที่ช่วยกรองแสงแดดให้ทอดตัวลงมาอย่างนุ่มนวล ขับเน้นให้ผิวสัมผัสของโขดหินโบราณดูมีชีวิตชีวา สำหรับนักเดินทางที่แสวงหาความสงบทางใจ การได้มายืนพินิจพิเคราะห์ร่องรอยบนหินแกรนิตท่ามกลางความเงียบงัน จะช่วยสร้างกระแสพลังงานบวก (Energy Flow) และเปิดโอกาสให้ได้เชื่อมโยงตนเองเข้ากับประวัติศาสตร์อันยาวนานนับพันปีของแผ่นดินอิวาเตะอย่างลึกซึ้ง
