ลึกลงไปในอ้อมกอดของขุนเขาโอกุยามาโตะ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดนารา เสียงกระซิบของสายลมที่พัดผ่านทิวสนซีดาร์สูงเสียดฟ้าไม่ได้ทำหน้าที่เพียงขับกล่อมธรรมชาติ หากแต่ยังพัดพาเอาเรื่องราวของศรัทธาร่วมหลายร้อยปีให้ลอยล่องมาปะทะโสตประสาท ที่นี่คือ ‘วัดมูโรจิ’ (Muro-ji Temple) พุทธสถานโบราณที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบสงบ ห่างไกลจากความวุ่นวายของเกียวโตและนาราโซนท่องเที่ยวหลัก ทว่าเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณอันทรงพลังที่พร้อมสั่น 0 คลื่นหัวใจของผู้แสวงหาความงามอันแท้จริง
ในขณะที่ภูเขาโกยะ (Koya-san) ในอดีตเคยปิดกั้นไม่อนุญาตให้สตรีเดินทางขึ้นไปแสวงบุญเนื่องด้วยข้อจำกัดทางความเชื่อโบราณ วัดมูโรจิแห่งนี้กลับโอบกอดผู้หญิงด้วยความเมตตาและเท่าเทียม จนได้รับการขนานนามอย่างยกย่องว่า ‘Nyonin Koya’ หรือ โคยะซังสำหรับสตรี พื้นดินแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ศาสนสถาน หากแต่เป็นหมุดหมายแห่งประวัติศาสตร์ทางสังคมที่สะท้อนถึงความกรุณาและการเปิดกว้างทางจิตวิญญาณ ท่ามกลางหมู่ไม้ร่มครึ้มและสถาปัตยกรรมไม้โบราณที่กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับธรรมชาติอย่างน่าอัศจรรย์
Nyonin Koya: ประวัติศาสตร์แห่งความเท่าเทียมและจิตวิญญาณกลางป่าลึก
เรื่องราวของวัดมูโรจิเริ่มต้นขึ้นในปลายยุคนารา ราวปลายศตวรรษที่ 8 เมื่อพระภิกษุเอนกะ (Enkan) ตามพระราชกระแสรับสั่ง เพื่อสร้างสถานที่บำเพ็ญเพียรและเผยแผ่พุทธศาสนานิกายชินงอน (Shingon Buddhism) เคียงคู่กับภูเขาโกยะ ความพิเศษที่ทำให้มูโรจิแตกต่างอย่างสิ้นเชิงคือ การประกาศตนเป็นพื้นที่ทางจิตวิญญาณที่ไม่กีดกันเพศสภาพ ในยุคที่ภูเขาโกยะจำกัดสิทธิ์เฉพาะนักบวชชาย วัดมูโรจิจึงกลายเป็นที่พึ่งทางใจของผู้หญิงจำนวนนับไม่ถ้วนที่เดินทางข้ามผ่านภูเขาลำบคำแพงมาเพื่อแสวงหาความสงบและการหลุดพ้น กลิ่นอายความเมตตาปรานีนี้ยังคงอบอวลอยู่ทุกอณูพื้นที่ เมื่อผู้มาเยือนก้าวผ่านสะพานสีแดงสดที่ทอดข้ามแม่น้ำมูโรกาวะเข้าสู่เขตวัด ราวกับได้หลุดพ้นจากกาลเวลาภายนอกเข้าสู่มิติแห่งความเงียบสงบที่ถูกโอบล้อมด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์
สถาปัตยกรรมระดับมรดกชาติ: เจดีย์ 5 ชั้นและพุทธศิลป์ยุคเฮอัน
หัวใจสำคัญที่ดึงดูดให้นักเดินทางสายสถาปัตยกรรมต้องดั้นด้นมาเยือนคือ ‘เจดีย์ 5 ชั้น’ (Gojunoto) สร้างขึ้นราวต้นยุคเฮอัน ถือเป็นเจดีย์กลางแจ้งที่เก่าแก่เป็นอันดับที่สี่ของประเทศ และขึ้นชื่อว่ามีขนาดเล็กและงดงามกลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุดในญี่ปุ่น ด้วยความสูงเพียงประมาณ 16 เมตร ตัวเรือนไม้สีธรรมชาติโอ๊กเข้มตัดกับหลังคากระเบื้องสีเข้มและยอดฉัตรโลหะ ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินดินท่ามกลางแมกไม้สีเขียวขจี ให้ความรู้สึกสง่างาม ทว่าอ่อนน้อมถ่อมตนต่อธรรมชาติรอบข้างอย่างยิ่ง
ถัดขึ้นไปตามบันไดหินที่รายล้อมด้วยป่าสนซีดาร์อายุกับศตวรรษ คือพื้นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณภายในวิหารและศาลาหลัก (Hondo และ Kondo) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติ (National Treasure) ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปไม้แกะสลักยุคเฮอันอันทรงคุณค่า เช่น พระศากยมุนีพุทธะ และพระพุทธรูปเจ้าแม่กวนอิม (Sho-Kannon) ใบหน้าขององค์พระเปี่ยมด้วยความเมตตา ลวดลายผ้าทรงและสัดส่วนสะท้อนถึงงานพุทธศิลป์ยุคแรกเริ่มของนิกายชินงอนที่เน้นความขลัง หนักแน่น และลึกล้ำทางอารมณ์
บทกวีแห่งสี่ฤดู: จากดอกไม้ผลิบานสู่อุโมงค์อัคคีใบไม้เปลี่ยนสี
มูโรจิไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกจำกัดความไว้เพียงแค่ความเก่าแก่ แต่เป็นผืนผ้าใบที่ธรรมชาติแต่งแต้มสีสันใหม่อย่างมีชีวิตชีวาในทุก ๆ ฤดูกาล เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิราวเดือนพฤษภาคม วัดแห่งนี้จะถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูหวานละมุนตาของดอกกุหลาบพันปีป่า หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า ‘ชากุนาเงะ’ (Shakunage) ซึ่งบางต้นมีอายุเก่าแก่กว่าหลายร้อยปี ออกดอกบานสะพรั่งตัดกับความเขียวขจีของป่าสนและตัวอาคารไม้โบราณ
ครั้นเมื่อล่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงในเดือนพฤศจิกายน ผืนป่ารอบวัดมูโรจิจะเปลี่ยนผ่านสู่เฉดสีเพลิง ทั้งสีแดงสดของใบเมเปิ้ลและสีเหลืองทองของต้นแปะก๊วย ทัศนียภาพยามที่แสงแดดอ่อน ๆ ส่องลอดผ่านแนวสนลงมากระทบกับทางเดินหินและหลังคาสินเจดีย์ สร้างมิติของแสงและเงาที่ชวนให้หยุดหายใจ เป็นสวรรค์ของช่างภาพและผู้รักความสงบที่ต้องการซึมซับความงามอันลึกซึ้งของฤดูกาลญี่ปุ่นอย่างแท้จริง
