เมื่อสายหมอกจางหายเหนือน่านฟ้ากั้นพรมแดนระหว่างเกียวโตและชิงะ ภูเขาฮิเอะ (Mount Hiei) ยอดเขาอันสลับซับซ้อนไม่ได้เป็นเพียงป่าสนโบราณที่ตั้งตระหง่านท้าทายกาลเวลา หากแต่เป็น ‘มารดาแห่งพุทธศาสนาญี่ปุ่น’ แหล่งกำเนิดจิตวิญญาณที่หล่อหลอมอารยธรรมแดนอาทิตย์อุทัยมานานนับพันปี
ณ เบื้องบนยอดเขาสูงตระหง่านแห่งนี้ คือที่ตั้งของ ‘วัดเอนเรียคุจิ ญี่ปุ่น’ (Enryaku-ji) อารามหลวงในนิกายเท็นได ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถาน แต่เป็นดินแดนแห่งความเงียบสงบที่กาลเวลาดูเหมือนจะเดินช้าลง เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ยินเสียงลมหายใจของตนเองท่ามกลางหมู่แมกไม้และสถาปัตยกรรมไม้โบราณที่อบGอวลด้วยกลิ่นอายแห่งศรัทธาอันบริสุทธิ์
รากเหง้าแห่งศรัทธา: ภูเขาฮิเอะและมรดกของท่านไซโจ
ในปี ค.ศ. 788 พระภิกษุไซโจ (Saicho) หรือเป็นที่รู้จักในนามสมณกัปปะ เด็นเกียว ได้ขึ้นมาสร้างสำนักสงฆ์เล็กๆ บนยอดเขาฮิเอะ เพื่อปกป้องเมืองหลวงใหม่ในขณะนั้นอย่างเกียวโตจากภูตผีปีศาจและภัยอันตรายทางทิศตะวันออก ต่อมาสำนักสงฆ์แห่งนี้ได้เติบโตจนกลายเป็นวัดเอนเรียคุจิ ศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคเฮอัน ความพิเศษของวัดเอนเรียคุจิคือการเป็น ‘มหาวิทยาลัยทางจิตวิญญาณ’ ที่พระสงฆ์ชื่อดังหลายรูป เช่น พระโฮเน็น ผู้ก่อตั้งนิกายเจโต และพระชินรัน ผู้ก่อตั้งนิกาย Jodo Shinshu เคยมาจำพรรษาและศึกษาเล่าเรียนก่อนจะแยกย้ายไปเผยแผ่คำสอนที่เปลี่ยนโฉมหน้าพุทธศาสนาญี่ปุ่นไปตลอดกาล
สามอาณาจักรบนยอดเขา: โทโด ไซโตะ และโยคาวะ
อาณาเขตอันกว้างใหญ่ของวัดเอนเรียคุจิถูกโอบล้อมด้วยผืนป่าทึบและแบ่งออกเป็น 3 โซนหลักอย่างชัดเจน เริ่มจากเขต โทโด (Todo) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญและเป็นที่ตั้งของวิหารหลัก ‘คอมpon Chudo’ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยและ ‘ตะเกียงธรรมอมตะ’ ที่ถูกจุดขึ้นครั้งแรกโดยท่านไซโจและได้รับการดูแลรักษาอย่างเคร่งครัด ถัดไปคือเขต ไซโตะ (Saito) ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก เต็มไปด้วยความเงียบสงบและเป็นที่ตั้งของอาคารไม้โบราณอย่าง ‘ศาลาชากะโด’ ซึ่งเก่าแก่ที่สุดบนภูเขาแห่งนี้ และสุดท้ายคือเขต โยคาวะ (Yokawa) ที่อยู่ไกลออกไปทางเหนือ โดดเด่นด้วยวิหารไม้สร้างยื่นออกไปบนหน้าผาคล้ายเวทีลอยฟ้า ให้บรรยากาศอันลี้ลับและชวนให้ครุ่นคิดถึงสัจธรรมแห่งธรรมชาติ
บทสนทนาระหว่างป่าสนโบราณและผืนน้ำทะเลสาบบิวะ
การเดินทางมาเยือนวัดเอนเรียคุจิไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การชื่นชมศาสนสถาน แต่เป็นการดื่มด่ำกับภูมิทัศน์อันทรงพลัง ในยามเช้าที่ละอองหมอกลอยต่ำปกคลุมทิวสนซีดาร์อายุหลายร้อยปี แสงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านกิ่งไม้สร้างเงาทอดยาวบนพื้นพรมมอสสีเขียวขจี มอบความรู้สึกสงบเยือกเย็นที่หาไม่ได้จากในเมืองใหญ่ และเมื่อมองออกไปเบื้องล่างจากจุดชมวิวบนภูเขาฮิเอะ สายตาจะทอดยาวไปพบกับความเวิ้งว้างอันงดงามของ ‘ทะเลสาบบิวะ’ ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ทอดตัวขนานไปกับบ้านเรือนเบื้องล่างราวกับภาพวาดพู่กันจีนโบราณ
