เมื่อละสายตาจากความจอแจของมหานครเกียวโต แล้วทอดน่องลัดเลาะสู่ผืนป่าอันเงียบสงบเชิงเขาฮิเอะ (Mount Hiei) ในจังหวัดชิงะ ม่านหมอกจางๆ มักปกคลุมผืนป่าโบราณที่รายล้อม ‘ศาลเจ้าฮิโยชิไทฉะ’ (Hiyoshi Taisha Shrine) สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานเก่าแก่ที่มีอายุกว่าสองพันปี แต่คือหัวใจจิตวิญญาณที่เป็นดั่งปราการธรรมชาติ คอยพิทักษ์ทิศตะวันออกเฉียงเหนือหรือ ‘คิมอน’ (Kimon) ซึ่งตามความเชื่อโบราณคือทิศทางอัปมงคลที่ภูตผีและสิ่งชั่วร้ายจะย่างกรายเข้ามาสู่เมืองหลวง
ณ ดินแดนที่ผืนป่าและศรัทธาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เสียงกรอบแกรบของใบไม้ร่วงใต้ฝ่าเท้าและสายน้ำบริสุทธิ์จากลำธารบนภูเขาขับขานบทเพลงแห่งกาลเวลา ที่นี่คือแม่ข่ายของศาลเจ้าซันโน (Sanno) กว่า 3,800 แห่งทั่วญี่ปุ่น ที่ซึ่งธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงฉากหลัง หากแต่เป็นองค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์นอบน้อมถวายตัวเป็นส่วนหนึ่งมาเนิ่นนาน
ปราการแห่งทิศอัปมงคลและตำนาน 2,100 ปี
รากเหง้าของศาลเจ้าฮิโยชิไทฉะหยั่งลึกลงไปในหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคโบราณ เมื่อจักรพรรดิซูจิน (Emperor Sujin) ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งภูเขาฮิเอะ ต่อมาเมื่อมีการย้ายเมืองหลวงมายังเกียวโต (เฮอันเกียว) ในปี ค.ศ. 794 ศาลเจ้าแห่งนี้ทวีความสำคัญยิ่งขึ้นในฐานะ ‘คินกิ’ หรือผู้คุ้มครองทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นทิศทางที่ต้องระวังเป็นพิเศษตามหลักฮวงจุ้ยและความเชื่อเต๋า-ชินโต การบรรจบกันระหว่างพุทธศาสนานิกายเทนได (Tendai) ที่ตั้งวัดเอ็นเรียคุจิอยู่บนยอดเขา กับชินโตดั้งเดิม ณ ฮิโยชิไทฉะ ทำให้เกิดแนวคิด ‘ซันโน ชินโต’ (Sanno Shinto) ที่ผสานสองความเชื่อเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน กลายเป็นศูนย์กลางอำนาจทางจิตวิญญาณที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งในยุคกลางของญี่ปุ่น
มาซารุ (Masaru): ลิงเทพผู้ซ่อนความหมายแห่งชัยชนะ
หากก้าวเข้ามาในอาณาเขตของศาลเจ้า สิ่งที่จะดึงดูดสายตาคู่แรกคือรูปปั้นลิงที่ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารของเทพเจ้า (Shinto messengers) ลิงเหล่านี้ไม่ได้ถูกเรียกว่า ‘ซารุ’ (Saru) แบบภาษาญี่ปุ่นทั่วไป แต่เรียกว่า ‘มาซารุ’ (Masaru) ซึ่งพ้องเสียงกับคำที่มีความหมายว่า “เหนือกว่าผู้อื่น” หรือ “คว้าชัยชนะ” (Masaru - 勝る) ทั่วทั้งบริเวณศาลเจ้าจึงประดับประดาด้วยรูปปั้นลิงในอิริยาบถต่างๆ ทั้งลิงปิดตา ปิดหู ปิดปาก สื่อถึงคติสอนใจอันลึกซึ้ง ตลอดจนกรงลิงแกะสลักไม้โบราณอันวิจิตรที่สะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างมนุษย์ เทพเจ้า และผืนป่าดิบชื้นรอบภูเขาฮิเอะ
สถาปัตยกรรมฮิโยชิ-ซึคุริ และเสาโทริอิสามเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์
ความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมของศาลเจ้าฮิโยชิไทฉะปรากฏชัดในอาคารหลักอย่าง ‘นิชิฮงกู’ (Nishi-hongo) และ ‘ฮิงาชิฮงกู’ (Higashi-hongo) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติชาติ (National Treasures) อาคารเหล่านี้สร้างขึ้นด้วยรูปแบบเฉพาะตัวที่เรียกว่า ‘ฮิโยชิ-ซึคุริ’ (หรือเรียกว่า ‘อน-ซึคุริ’) โดดเด่นด้วยหลังคาจั่วโค้งมนและปีกหลังคาที่ทอดยาวคลุมระเบียงรอบด้าน สะท้อนงานฝีมือช่างไม้โบราณอันประณีตบรรจง นอกจากนี้ บริเวณทางเข้ายังปรากฏ ‘ซันโนโทริอิ’ (Sanno Torii) เสาโทริอิรูปแบบพิเศษที่มีโครงสร้างไม้ส่วนบนโค้งบรรจบกันคล้ายรูปจั่วสามเหลี่ยม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการผสานความเชื่อระหว่างชินโตและพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
อ่าวสีเพลิง: มนต์เสน่ห์แห่งใบไม้เปลี่ยนสีใต้ร่มเงา 3,000 ต้น
เมื่อย่างเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน ผืนป่ารอบศาลเจ้าฮิโยชิไทฉะจะแปรเปลี่ยนเป็นผืนผ้าใบแห่งธรรมชาติ เมเปิลและต้นไม้โบราณกว่า 3,000 ต้นพร้อมใจกันเปลี่ยนสี ไล่ระดับจากสีเหลืองอำพัน ส้มประกายทอง ไปจนถึงสีแดงฉานตัดกับหลังคามุงด้วยเปลือกไม้ไซปรัสโบราณ (Hinomaki-buki) แสงแดดอ่อนยามบ่ายที่สาดส่องผ่านอุโมงค์ใบไม้แดงลงมากระทบผืนน้ำในลำธารและทางเดินหิน สร้างบรรยากาศที่เงียบสงบ ลึกล้ำ และชวนให้ผู้มาเยือนได้หยุดนิ่งเพื่อทบทวนจิตใจ ท่ามกลางความงามที่ธรรมชาติบรรจงแต่งแต้มมานานนับศตวรรษ
