เมื่อกระแสธารแห่งการท่องเที่ยวพัดพาผู้คนหลั่งไหลเข้าสู่วัดวาอารามอันหนาแน่นในเกียวโต มีดินแดนเงียบสงบอีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปเพียงเอื้อมมือข้ามภูเขา ทว่าให้ความรู้สึกราวกับหลุดเข้าไปอีกมิติหนึ่งของประวัติศาสตร์ ‘วัดมิอิเดะระ’ หรือที่มีชื่อทางการว่าวัดอนโจจิ (Onjo-ji) คือรากเหง้าทางจิตวิญญาณแห่งจังหวัดชิกะ ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘วัดฟีนิกซ์แห่งชิกะ’ จากการผ่านพ้นเพลิงสงครามและการถูกเผาทำลายมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ยังคงลุกขึ้นยืนหยัดบูรณะขึ้นใหม่ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าและสถาปัตยกรรมอันวิจิตรตระการตา
ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 1,300 ปี หากแต่เป็นหอศิลป์กลางแจ้งที่รวบรวมสมบัติชาติและโบราณวัตถุล้ำค่าไว้กว่าร้อยชิ้น บนเนินเขาที่โอบล้อมด้วยแมกไม้เขียวขจีและมองเห็นผืนน้ำกว้างใหญ่ของทะเลสาบบิวะ ทุกลมหายใจเข้าออก ณ วัดมิอิเดะระ ญี่ปุ่น เต็มไปด้วยเสียงกระดานชนวนย่างก้าว เสียงระฆังโบราณก้องกังวาน และเรื่องเล่าขานของสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เคยใช้สรงน้ำชำระพระวรกายของจักรพรรดิโบราณ
ตำนานแห่งวัดฟีนิกซ์และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์สามจักรพรรดิ
วัดมิอิเดะระก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 672 เพื่ออุทิศถวายแด่จักรพรรดิเท็นมุ ก่อนจะกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของพุทธศาสนานิกายเทได (Tendai) สาขาจิมอน (Jimon sect) ทว่าประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้กลับเต็มไปด้วยความโกลาหลและความขัดแย้งทางการเมือง จนทำให้ตัววัดถูกเผาทำลายลงราบคาบถึงหลายครั้งหลายครา แต่ทุกครั้งที่เถ้าถ่านมอดลง ศรัทธาของผู้คนก็ช่วยชุบชีวิตให้สถาปัตยกรรมเหล่านี้กลับคืนฟอร์มราวกับนกฟีนิกซ์ผู้บินขึ้นจากกองเพลิง
ชื่อ ‘มิอิเดะระ’ ซึ่งแปลว่า ‘วัดบ่อสาม’ มีที่มาจากตำนานความศักดิ์สิทธิ์ของบ่อน้ำพุธรรมชาติภายในบริเวณวัด ที่เรียกว่า ‘เรอิเกะซึ’ (Reikeisu) เล่ากันว่าบ่อนี้เคยถูกใช้เป็นน้ำสรงพระพักตร์สำหรับจักรพรรดิถึง 3 พระองค์ ได้แก่ จักรพรรดิเท็นจิ จักรพรรดิเท็นมุ และจักรพรรดิโคชุน ในพิธีประสูติ น้ำพุใสบริสุทธิ์ที่ไหลรินอย่างไม่เคยเหือดแห้งนี้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งการชำระล้างจิตวิญญาณ และยังเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความศรัทธาที่สืบทอดมากว่าพันปี
สถาปัตยกรรมชั้นครูและสมบัติชาติอันล้ำค่า
การเดินสำรวจวัดมิอิเดะระเปรียบเสมือนการเดินทางผ่านพิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมยุคเอโดะและยุคกลางอันทรงคุณค่า วิหารหลักหรือ ‘คอนโด’ (Kondo) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติชาติ (National Treasures) โดดเด่นด้วยหลังคาทรงจั่ว มุงด้วยเปลือกไม้สนฮิโนกิ (Hiwada-buki) ที่มีความอ่อนช้อยและแข็งแกร่งในเวลาเดียวกัน ภายในประดิษฐานพระไมเทรยะพุทธรูปองค์ประธานผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา
ถัดขึ้นไปบนเนินเขาคือ ‘วิหารคันนนโด’ (Kannon-do) อาคารไม้โบราณที่สร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมแขวนหน้าผาเล็กน้อย เปิดมุมมองให้ผู้มาเยือนได้หยุดยืนพักสายตา ทอดมองทัศนียภาพเบื้องล่างที่ผสานเข้ากับธรรมชาติรอบด้านได้อย่างกลมกลืน นอกจากนี้ วัดมิอิเดะระยังเป็นที่ประดิษฐานของระฆังสำริดโบราณ ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 3 เสียงระฆังที่ไพเราะและก้องกังวานที่สุดในประเทศญี่ปุ่น (Nihon-no-Sankei-Sho) เสียงระฆังที่สะท้อนผ่านหุบเขาในยามเย็นคือความงามทางโสตสัมผัสที่ไม่ควรพลาด
มิติแห่งธรรมชาติ: ซากุระพันต้นและอ้อมกอดทะเลสาบบิวะ
ความงดงามของวัดมิอิเดะระไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โบราณสถาน แต่ยังแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาลอย่างน่าอัศจรรย์ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ พื้นที่รอบวัดจะถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูละมุนของต้นซากุระกว่า 1,000 ต้น ที่พร้อมใจกันบานสะพรั่งรายล้อมทางเดินหินและโบราณสถาน ภาพของกลีบดอกซากุระที่โปรยปรายลงบนหลังคากระเบื้องโบราณสร้างบรรยากาศที่โรแมนติกและทรงคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์
เมื่อมองออกไปจากจุดชมวิวระดับสูงของวัด สายตาจะทอดข้ามผ่านหลังคาวิหารโบราณไปบรรจบกับผืนน้ำกว้างใหญ่ไพศาลของ ‘ทะเลสาบบิวะ’ ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ทิวทัศย์ของเมืองโอทสึและผืนน้ำระยิบระยับภายใต้แสงอาทิตย์ยามบ่าย มอบความรู้สึกสงบ เยือกเย็น และเติมเต็มจิตวิญญาณของผู้มาเยือนได้อย่างลึกซึ้ง
