ก้าวพ้นภาพศาลเจ้าไม้ดั้งเดิม สู่การสัมผัสวิญญาณแห่งช่างปั้น 400 ปี ณ ศาลเจ้าโทซัง (Tozan Shrine) เมืองอาริตะ จังหวัดซากะ ที่ซึ่งเครื่องเคลือบพอร์ซเลนสีขาวครามทรงคุณค่าถูกนำมารังสรรค์เป็นประตูโทริอิและสิงโตพิทักษ์ศักดิ์สิทธิ์ พร้อมจุดถ่ายรูปซิกเนเจอร์ที่มีสายรถไฟวิ่งผ่านตัดหน้าทางเข้า นำเสนอในมุมมองงานคราฟต์ระดับพรีเมียมและประวัติศาสตร์วงในแห่งซากะ
ท่ามกลางหุบเขาอันเงียบสงบของเกาะคิวชู ที่ซึ่งเสียงก้องสะท้อนของเตาเผาโบราณยังคงบอกเล่าเรื่องราวผ่านกาลเวลา ศาลเจ้าแห่งนี้มิได้เป็นเพียงศาสนสถานชินโตทั่วไป ทว่าเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิตกลางแจ้งที่รวบรวมหยาดเหงื่อ Dna แห่งศิลปะ และจิตวิญญาณความมุ่งมั่นของบรรพชนช่างปั้นดินเผาผู้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ประณีตศิลป์ญี่ปุ่น ทุกองค์ประกอบตั้งแต่ซุ้มประตูไปจนถึงเครื่องรางล้วนสะท้อนความงอดงามบริสุทธิ์ของ ‘อาริตะยากิ’ (Arita-yaki) ที่นักเดินทางผู้หลงใหลในความลึกซึ้งเชิงวัฒนธรรมไม่ควรพลาดมาเยือนด้วยตาตนเองสักครั้งในชีวิต
จิตวิญญาณแห่งพอร์ซเลน: มรดก 400 ปีบนเนินเขาอาริตะ
ศาลเจ้าโทซัง หรือที่ชาวท้องถิ่นเรียกขานในอีกชื่อว่า ‘ซูเอยามะชินจา’ (Sueyama Shrine) ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1658 ท่ามกลางยุคทองของการพัฒนาเครื่องเคลือบดินเผาในแคว้นฮิเซน โดยในช่วงแรกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่จักรพรรดิโองจิน และนาเบชิมะ นาโอชิเงะ ผู้มีบทบาทสำคัญในการอพยพและดูแลเหล่าช่างปั้นชาวเกาหลีเข้ามาตั้งรกราก ณ ดินแดนแห่งนี้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1888 เหล่าช่างปั้นในเมืองอาริตะได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์ ‘ประตูโทริอิพอร์ซเลน’ ขึ้นเป็นกรณีพิเศษเพื่อแสดงออกถึงความศรัทธาสูงสุดต่อเทพเจ้าแห่งเตาเผา ลวดลายสีครามบนพื้นผิวสีขาวบริสุทธิ์ (Sometsuke) ที่วาดลวดลายเครือเถาอย่างประณีตบรรจง สะท้อนถึงทักษะชั้นครูที่สืบทอดกันรุ่นต่อรุ่น จนได้รับการประกาศให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ของประเทศในเวลาต่อมา
ศิลปะที่เคลื่อนไหว: เมื่อรางรถไฟบรรจบกับศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์
ความน่ามหัศจรรย์ของศาลเจ้าโทซังไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวสถาปัตยกรรมพอร์ซเลน แต่ยังรวมถึงภูมิทัศน์อันแปลกตาเมื่อผู้มาเยือนต้องก้าวเท้าข้ามรางรถไฟสายเอสเซโบ (JR Sasebo Line) ที่พาดผ่านบริเวณทางเข้าด้านหน้าพอดี ภาพของขบวนรถไฟท้องถิ่นที่แล่นผ่านฉากหลังซึ่งมีเสาโทริอิสีขาวครามและโคมไฟเซรามิกตั้งตระหง่าน สร้างความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างโลกยุคใหม่และมนต์เสน่ห์โบราณอย่างน่าประทับใจ บรรยากาศเช่นนี้เปลี่ยนการเดินทางเยือนศาลเจ้าธรรมดาให้กลายเป็นประสบการณ์ทางสายตาที่หาชมได้ยากยิ่งในญี่ปุ่น
เส้นทางสู่ยอดเขาและการรำลึกถึง ‘อี ซัม-พย็อง’
เมื่อเดินผ่านพ้นเขตทางเข้าและไต่บันไดหินขึ้นสู่เนินเขาเบื้องบน บรรยากาศจะยิ่งเงียบสงบและอบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งความเคารพสักการะ จุดหมายปลายทางสำคัญบนยอดเขานี้คือ ‘อนุสาวรีย์อี ซัม-พย็อง’ (Yi Sam-pyeong Monument) ซึ่งสร้างขึ้นในวาระครบรอบ 300 ปีแห่งเครื่องเคลือบอาริตะในปี ค.ศ. 1917 เพื่อรำลึกถึงช่างปั้นชาวเกาหลีผู้ค้นพบแร่ดินขาว (Kaolin) คุณภาพเยี่ยม ณ ภูเขาอิซุมิยามะในปี ค.ศ. 1616 จากจุดนี้ ผู้อ่านสามารถทอดสายตามองทัศนียภาพอันงดงามของเมืองอาริตะ ทั้งหลังคาบ้านเรือนโบราณและสายหมอกที่คลอเคลียตามแนวทิวเขาได้อย่างเต็มอิ่ม
