เมื่อเสียงความโกลาหลของมหานครโตเกียวเริ่มแผ่วเบาลงหลังย่างก้าวขึ้นสู่รถไฟสายด่วนที่มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือเพียงสามสิบนาที โลกอีกใบที่ถูกโอบกอดด้วยกาลเวลาอันยาวนานกว่าสองพันสี่ร้อยปีก็ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้น ณ ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นรากเหง้าแห่งจิตวิญญาณของภูมิภาคคันโต ‘ศาลเจ้ามูซาชิอิจิโนมิยะฮิคาวะ’ (Musashi Ichinomiya Hikawa Shrine) ไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานชินโตธรรมดา หากแต่คือหัวใจสำคัญที่หล่อหลอมประวัติศาสตร์และเป็นที่มาของชื่อเมือง ‘โอมิยะ’ อันหมายถึงศาลเจ้าอันยิ่งใหญ่
ที่นี่ อากาศราวกับถูกกรองให้บริสุทธิ์ด้วยร่มเงาของแมกไม้โบราณ โดยเฉพาะอุโมงค์ต้นสนเคยากิที่ทอดยาวกว่าสองกิโลเมตรนำทางผู้มาเยือนเข้าสู่เขตศักดิ์สิทธิ์ เสียงกรอบแกรบของใบไม้ที่ร่วงหล่นและเสียงสายน้ำไหวช่วยขับกล่อมให้จิตใจที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางได้สงบนิ่ง การเดินทางมาเยือนศาลเจ้าแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนการจาร Itinerary สู่มิติที่กาลเวลาเดินช้าลง เปิดโอกาสให้เราได้เชื่อมโยงกับปรัชญาความเชื่อดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้งและแท้จริง
รากเหง้าประวัติศาสตร์ 2,400 ปี และตำนานแห่งแคว้นมูซาชิ
ย้อนกลับไปในยุคสมัยแห่งตำนาน ศาลเจ้ามูซาชิอิจิโนมิยะฮิคาวะถูกสถาปนาขึ้นในรัชสมัยจักรพรรดิโคโระ องค์จักรพรรดิองค์ที่ 10 ของญี่ปุ่น สะท้อนถึงความเก่าแก่ที่หยั่งรากลึกอยู่ในประวัติศาสตร์ชนชาติญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ในฐานะ ‘อิจิโนมิยะ’ หรือศาลเจ้าที่มี status สูงสุดในแคว้นมูซาชิ (ครอบคลุมพื้นที่โตเกียวและไซตามะในปัจจุบัน) ที่นี่จึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความศรัทธาของทั้งสามัญชนและชนชั้นปกครองมาทุกยุคทุกสมัย แม้แต่ซามูไรผู้เรืองอำนาจในอดีตต่างก็ต้องมาเยือนเพื่อ กราบไหว้ขอพรให้ได้รับชัยชนะในการศึก
ความสำคัญของศาลเจ้าแห่งนี้ยังสะท้อนผ่านชื่อของเมือง ‘โอมิยะ’ (Omiya) ซึ่งแปลว่า ‘ศาลเจ้าอันยิ่งใหญ่’ โดยคำว่า ‘O’ (ใหญ่) และ ‘Miya’ (ศาลเจ้า) ถูกตั้งขึ้นเพื่ออ้างถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของฮิคาวะแห่งนี้ การได้มาเดินทอดน่องท่ามกลางอาณาบริเวณอันกว้างขวาง จึงเสมือนการพลิกหน้าประวัติศาสตร์อ่านเรื่องราวหลายพันปีผ่านสถาปัตยกรรมและผืนดินศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างไร้ที่ติ
สถาปัตยกรรมสีชาดและมนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติ Sando
การเดินทางเข้าสู่ศาลเจ้าเริ่มต้นตั้งแต่ถนนซันโด (Sando) ความยาวราว 2 กิโลเมตร ซึ่งถูกรายล้อมด้วยต้นเคยากิและสนไซปรัสอายุก่ายกอง ความเขียวขจีของอุโมงค์ต้นไม้นี้ทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างโลกภายนอกอันวุ่นวายกับโลกแห่งความสงบภายในอย่างชัดเจน เมื่อเดินพ้นปลายอุโมงค์มา จะพบกับสะพานโค้งสีชาดทอดข้ามผ่านสระน้ำใสสะอาดสะท้อนเงาของท้องฟ้าและหมู่แมกไม้
เมื่อเข้าสู่เขตชั้นใน อาคารไม้โบราณที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดงชาดตัดกับลวดลายแกะสลักสีทองและไม้เนื้อเข้ม แสดงถึงฝีมือสถาปัตยกรรมชินโตอันเป็นเอกลักษณ์ ซุ้มประตูโรมน (Romon Gate) และโถงสักการะ (Haiden) ถูกออกแบบอย่างสมส่วนและทรงคุณค่าทางศิลปะ ทุกองค์ประกอบไม่ว่าจะเป็นคานไม้ บานประตู หรือหลังคามุงด้วยเปลือกไม้ฮิโนกิ ล้วนบอกเล่าเรื่องราวมรดกทางภูมิปัญญาที่สืบทอดกันรุ่นต่อรุ่น
จิตวิญญาณแห่งการสักการะและเทพเจ้าผู้ปกป้อง
ศาลเจ้าฮิคาวะแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าองค์สำคัญในตำนานปรัมปราญี่ปุ่น ได้แก่ เทพสุซาโนโอโนะมิโกโตะ (Susanoo-no-Mikoto) เทพแห่งพายุผู้กล้าหาญและผู้ปราบงูยักษ์ยามาตะโนะโอโรจิ พร้อมด้วยพระชายา เทพินาคาดะฮิเมะ และเทพโอนามุจิโนะมิโกโตะ การสักการะบูชา ณ ศาลเจ้าแห่งนี้จึงมีความเชื่อว่าจะช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย อุปสรรค และเคราะห์กรรมต่างๆ ให้มลายหายไป พร้อมทั้งดลบันดาลความสงบสุขและความร่มเย็นเป็นสุขแก่ชีวิต
ธรรมเนียมการปฏิบัติเมื่อมาถึงคือการชำระล้างมือและปากที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ (Temizuya) ก่อนจะเดินไปยังโถงบูชาเพื่อประกอบพิธีปรบมือสองครั้งโค้งคำนับตามวิถีชินโต บรรยากาศที่เงียบสงบช่วยให้ผู้มาเยือนสามารถตั้งจิตอธิษฐานได้อย่างลึกซึ้ง เป็นช่วงเวลาแห่งการทบทวนตัวเองและรับพลังบวกจากธรรมชาติรอบตัวกลับไปอย่างเต็มเปี่ยม
