เมื่อสายลมแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกพัดผ่านผืนน้ำระยิบระยับแต้มด้วยหมู่เกาะหินปูนน้อยใหญ่ที่ปกคลุมด้วยพรรณไม้สนเขียวขจี ทัศนียภาพเบื้องหน้าคือบทกวีบทใหญ่ที่ธรรมชาติรจนาขึ้นมาอย่างบรรจง นานนับศตวรรษที่อ่าวมัตสึชิมะ (Matsushima Bay) ในจังหวัดมิยากิ ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน ‘นิฮอน ซังเคอิ’ (Nihon Sankei) หรือสามทัศนียภาพที่งดงามที่สุดของประเทศญี่ปุ่น เคียงคู่ไปกับสะพานสวรรค์อามาโนะฮาชิดะเตะและเกาะศักดิ์สิทธิ์มิยาจิมา ที่นี่ไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางสำหรับแวะถ่ายภาพผ่านเลนส์ แต่เป็นผืนผ้าใบแห่งประวัติศาสตร์ที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งเซน ร่องรอยอารยธรรมของซามูไรผู้ยิ่งใหญ่ และวิถีชีวิตริมอ่าวที่หลอมรวมเข้ากับธรรมชาติอย่างกลมกลืน
ก้าวแรกที่คุณสัมผัสผืนดินแห่งมัตสึชิมะ เสียงคลื่นซัดสาดกระทบแนวหินและกลิ่นอายอับชื้นจางๆ ของน้ำทะเลจะพาหลุดพ้นจากความวุ่นวายของโลกสมัยใหม่ ย้อนกลับไปในอดีต มัตสึชิมะเคยสร้างความหลงใหลให้อย่างลึกซึ้งแม้กระทั่งกับมหากวีเอกแห่งยุคเอโดะอย่าง มัตสึโอะ บาโช (Matsuo Basho) ผู้ซึ่งจนมุมด้วยความงดงามจนไม่สามารถร้อยเรียงคำประพันธ์ใดๆ ออกมาได้นอกจากความเงียบงัน บทความชิ้นนี้จะพาท่านเดินทางลึกลงไปในแก่นแท้แห่งสุนทรียภาพของอ่าวมัตสึชิมะ ผ่านมุมมองแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่จะยกระดับการเดินทางของคุณให้เปี่ยมด้วยคุณค่าทางปัญญาและสุนทรียรสอันหาญกล้า
ถอดรหัสความงามแห่ง Nihon Sankei และมนต์เสน่ห์แห่ง Shitaikan ทั้ง 4 ทิศ
อ่าวมัตสึชิมะประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่กว่า 260 เกาะที่กระจัดกระจายตัวอยู่บนผืนน้ำสีคราม เกาะเหล่านี้เกิดขึ้นจากการกัดเซาะของคลื่นลมมาเป็นเวลาหลายพันปี จนเกิดเป็นประติมากรรมหินรูปร่างแปลกตาที่มีต้นสน ‘มัตสึ’ ขึ้นปกคลุมหนาแน่น กลายเป็นที่มาของชื่อ ‘มัตสึชิมะ’ หรือเกาะสนพันต้น เพื่อที่จะเข้าใจความงดงามนี้อย่างถ่องแท้ นักเดินทางจำเป็นต้องรู้จักกับ ‘ชิไตคัง’ (Shitaikan) หรือจุดชมวิวหลัก 4 ทิศทาง ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขารอบอ่าว ประกอบด้วย โอทากامิซัง (Otakamisan) ที่มอบมุมมองกว้างไกลดั่งมองจากท้องฟ้า, โทมิยามะ (Tomiyama) ที่ให้ภาพบรรยากาศราวกับภาพวาดพู่กันจีน, ทามาซัง (Tamasan) ที่เผยให้เห็นความเว้าแหว่งของอ่าวอย่างมีมิติ และยามะคัน (Yorakamisan) ที่สะท้อนความงดงามยามแสงอาทิตย์อัสดง การขึ้นสู่จุดชมวิวเหล่านี้ในยามเช้าตรู่เมื่อสายหมอกบางเบาลอยเหนือผืนน้ำ จะมอบประสบการณ์ทางสายตาที่ตราตรึงใจไม่รู้ลืม
รอยเท้าซามูไรและจิตวิญญาณเซน ณ วัดซุยกันจิและวัดเอ็นทซูอิน
เบื้องหลังฉากธรรมชาติอันเงียบสงบ มัตสึชิมะยังเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณและอำนาจของตระกูลดาเตะ (Date Clan) ไดเมียวผู้ทรงอิทธิพลแห่งภูมิภาคโทโฮคุ ‘วัดซุยกันจิ’ (Zuiganji Temple) วัดพุทธนิกายเซนที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดในภูมิภาคนี้ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 9 และได้รับการบูรณะครั้งใหญ่โดย ดาเตะ มาซามูเนะ ซามูไรตาเดียวผู้เลื่องชื่อ ทางเดินเข้าวัดที่ทอดตัวผ่านแนวป่าสนซีดาร์สูงตระหง่านนำพาผู้มาเยือนเข้าสู่ความสงบเงียบ ผนังภายในพระอุโบสถประดับประดาด้วยภาพเขียนทองคำอันวิจิตรตระการตาที่สะท้อนรสนิยมอันสูงส่ง ใกล้กันนั้นคือ ‘วัดเอ็นทซูอิน’ (Entsuin) สถานที่พำนักและสุสานของมิตسumune บุตรชายผู้ล่วงลับของมาซามูเนะ ภายในซ่อนสวนหินและสวนมอญที่ออกแบบอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่มีการจัดแสดงไฟประดับสะท้อนผืนน้ำและใบเมเปิละลานตา สร้างบรรยากาศที่ผสานความโศกเศร้าและความงามเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์
สุนทรียภาพแห่งการล่องเรือสำราญและรสนิยมการจิบชา ณ เรือนชา Kanrantei
การสัมผัสมัตสึชิมะให้ลึกซึ้งถึงแก่นย่อมขาด ิการล่องเรือสำราญเพื่อลัดเลาะไปตามเกาะแก่งน้อยใหญ่ไม่ได้ เรือนำเที่ยวจะพานักเดินทางลอยลำผ่านเกาะที่มีชื่อเสียง เช่น เกาะนิโอะจิมะ (Niojima) หินรูปทรงคล้ายคนกำลังสูบยา และเกาะฟุกุอูระจิมะ (Fukuurajima) ที่เชื่อมต่อด้วยสะพานแดงทอดยาว เมื่อขึ้นฝั่งแล้ว จุดหมายปลายทางลำดับต่อไปที่ไม่ควรพลาดคือ ‘คันรันเตย์’ (Kanrantei) เรือนชาโบราณที่ตั้งอยู่บนหน้าผาริมน้ำ ซึ่งเดิมเคยเป็นตำหนักรับรองของตระกูลดาเตะที่ย้ายมาจากปราสาทฟูชิมิในเกียวโต การได้นั่งพับเพียียบบนเสื่อทาทามิ จิบชาเขียวมัทฉะรสชาติละมุน พร้อมกับทอดสายตามองระลอกคลื่นและหมู่เกาะในยามบ่าย คือนิยามอันแท้จริงของความรื่นรมย์แบบญี่ปุ่นโบราณ
รสชาติแห่งมิยากิ: มรดกความอร่อยจากฟาร์มหอยนางรมริมอ่าว
ความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวมัตสึชิมะไม่ได้มอบแค่เพียงอาหารตา แต่ยังหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมอาหารทะเลชั้นเลิศ โดยเฉพาะ ‘หอยนางรม’ (Oysters) ที่ขึ้นชื่อว่ามีรสชาติหวานฉ่ำและเนื้อแน่นเป็นเอกลักษณ์ เนื่องจากกระแสน้ำในอ่าวอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่ไหลมาจากภูเขา นักเดินทางสามารถลิ้มลองความสดใหม่นี้ได้ตามร้านอาหารรอบท่าเรือ ทั้งในรูปแบบหอยนางรมสดบีบมะนาว หอยนางรมย่างเตาถ่านร้อนๆ หรือแม้แต่บุฟเฟต์หอยนางรมในฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่หอยนางรมอ้วนพีและมีรสชาติเข้มข้นที่สุด เป็นการปิดท้ายการเดินทางที่ผสานประสาทสัมผัสทั้งรูป กลิ่น และรสชาติเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
