เมื่อสายหมอกยามเช้าค่อยๆ จางหายไปจากยอดเขาสูงตระหง่าน ภาพของภูเขาไฟฟูจิ (Mt. Fuji) ที่ปรากฏตรงเบื้องหน้ามิได้เป็นเพียงแค่ทัศนียภาพอันงดงามตามโปสการ์ดทั่วไป หากแต่คือบทสนทนาระหว่างธรรมชาติอันยิ่งใหญ่กับผืนแผ่นดินอันเงียบสงบ ณ เนินเขานิฮงไดระ (Nihondaira) ระเบียงธรรมชาติลอยฟ้าแห่งจังหวัดชิซุโอกะที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่งดงามที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ที่ซึ่งนักเดินทางจะได้หลีกหนีจากความวุ่นวาย มาดื่มด่ำกับเส้นขอบฟ้าแบบ 360 องศา ซึ่งโอบล้อมด้วยอ่าวสึรุกะ (Suruga Bay) ป่าสนมิโฮะ (Miho no Matsubara) และมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่ร้อยเรียงผ่านกาลเวลา
การเดินทางมาเยือนนิฮงไดระในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการมาเพื่อบันทึกภาพถ่ายความทรงจำ แต่คือการก้าวเข้าสู่พื้นที่แห่งสุนทรียภาพ ที่ซึ่งสถาปัตยกรรมร่วมสมัยฝีมือระดับปรมาจารย์อย่าง เคนโงะ คุมะ (Kengo Kuma) ได้เข้ามาประสานรอยต่อระหว่างโครงสร้างมนุษย์กับธรรมชาติรอบตัวได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมทั้งเปิดประตูสู่อดีตอันรุ่งโรจน์ของตระกูลโตกุกาวะ ผ่านเส้นทางกระเช้าลอยฟ้าที่ทอดตัวข้ามหุบเขาสีเขียวขจี มุ่งสู่ศาลเจ้าโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางแมกไม้อันศักดิ์สิทธิ์
สถาปัตยกรรมแห่งความเงียบงัน: Nihondaira Yume Terrace และมุมมอง 360 องศา
บนยอดเนินเขานิฮงไดระ อาคารไม้ทรงโปร่งโล่ง Nihondaira Yume Terrace ตั้งตระหง่านอย่างถ่อมตัวแต่เปี่ยมด้วยพลังแห่งการออกแบบ ผลงานชิ้นเอกนี้เป็นของสถาปนิกชื่อดังระดับโลก เคนโงะ คุมะ (Kengo Kuma) ผู้ใช้ไม้ซีดาร์ท้องถิ่นจากจังหวัดชิซุโอกะมาถักทอเป็นโครงสร้างที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมรอบด้าน แนวคิดหลักคือการสร้างพื้นที่ที่เปิดโล่งให้ผู้มาเยือนได้เชื่อมต่อกับธรรมชาติรอบตัวอย่างไร้ขอบเขต ภายในอาคารประกอบด้วยพื้นที่จัดแสดงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของภูเขานิฮงไดระ และเลานจ์พักผ่อนที่อบอุ่นด้วยกลิ่นอายของไม้ธรรมชาติ ไฮไลต์สำคัญคือระเบียงเดินชมรมรอบอาคารยกระดับรูปวงกลม ที่เปิดมุมมองพาโนรามา 360 องศา พาให้สายตาคณาจารย์และนักเดินทางทอดไกลไปพบกับความยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟฟูจิทางทิศเหนือ ท้องทะเลสีครามของอ่าวสึรุกะทางทิศใต้ และผืนป่าสนมิโฮะอันเป็นตำนานแห่งเทวดานางฟ้า
ข้ามเวลาสู่ร่มเงาประวัติศาสตร์: Nihondaira Ropeway และศาลเจ้าคุโนซัง โทโชกู
จากการชมวิวมุมสูงบนยอดเขา การเดินทางยังดำเนินต่อไปเบื้องล่างผ่าน Nihondaira Ropeway กระเช้าลอยฟ้าที่จะนำพานักเดินทางลัดเลาะข้ามหุบเขาอันเขียวชอุ่ม ใช้เวลาเพียง 5 นาทีสู่หุบผาฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ศาลเจ้าคุโนซัง โทโชกู (Kunozan Toshogu) ศาลเจ้าชินโตอันเก่าแก่และทรงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมยุคเอโดะ ที่นี่คือสถานที่ฝังพระบรมศพ (สุสานเดิม) และเป็นอนุสรณ์สถานแห่งแรกที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง โตกุกาวะ อิเอยาสุ (Tokugawa Ieyasu) โชกุนผู้รวบรวมแผ่นดินญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่น ตัววิหารหลักประดับประดาด้วยศิลปะลายฉลุและงานลงรักปิดทองอันประณีตบรรจงตามแบบฉบับสถาปัตยกรรม ‘権現造 (Gongen-zukuri)’ ท่ามกลางบรรยากาศของผืนป่าโบราณที่เงียบสงบและศักดิ์สิทธิ์ สะท้อนร่องรอยอำนาจและศิลปวัฒนธรรมอันรุ่งโรจน์ในอดีต
สุนทรียะแห่งชาเขียวและภูมิประเทศอันเป็นมรดกยามค่ำคืน
ชิซุโอกะไม่เพียงแต่โดดเด่นเรื่องทัศนียภาพของภูเขาไฟฟูจิ แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญแห่งวัฒนธรรมชาเขียวของญี่ปุ่น บริเวณเชิงเขานิฮงไดระและพื้นที่โดยรอบรายล้อมไปด้วยไร่ชาขั้นบันไดที่เรียงรายเป็นระเบียบ ท่ามกลางกลิ่นหอมกรุ่นของใบชาคั่วชั้นเลิศ การได้นั่งจิบชาเขียวชิซุโอกะแท้ๆ ภายในศาลาชมวิว พร้อมทอดสายตามองทุ่งสีมรกตตัดกับฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิ คือประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่หาไม่ได้จากที่ใด ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อยามอาทิตย์อัสดงมาเยือน ท้องฟ้าเหนืออ่าวสึรุกะจะเปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพู ก่อนที่แสงไฟระยิบระยับจากเมืองท่าชิมิซุด้านล่างจะสว่างไสวขึ้น จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในทัศนียภาพยามค่ำคืนที่ทรงคุณค่าและโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคชูบุ
