เมื่อสายลมบริสุทธิ์จากทะเลในเซโตะพัดผ่านผืนน้ำระยิบระยับ เรือเฟอร์รี่ลำน้อยค่อยๆ เทียบท่า ณ เกาะเล็กๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกขนานนามในหน้าประวัติศาสตร์ปรัมปราว่าเป็น ‘โอนิกาชิมะ’ หรือเกาะยักษ์ ดินแดนแห่งตำนานโมโมทาโร่ที่เด็กๆ ชาวญี่ปุ่นคุ้นเคย เกาะเมกิจิมะ (Megijima Island) ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่เพียงแค่เรื่องเล่าโบราณ หากแต่ได้แปลงโฉมตัวเองอย่างงดงามให้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของงานศิลปะร่วมสมัยระดับโลกภายใต้ร่มเงาของเทศกาล Setouchi Triennale ที่ซึ่งจินตนาการ ความเงียบสงบ และวิถีชีวิตชาวประมงหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
การเดินทางมาเยือนเมกิจิมะจึงเปรียบเสมือนการก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างโลกแห่งนิทานปรัมปรากับโลกแห่งสุนทรียศาสตร์ร่วมสมัย ที่นี่ไม่มีตึกสูงระฟ้าหรือความเร่งรีบของมหานคร มีเพียงเสียงคลื่นซัดสาด ทุ่งดอกซากุระบนยอดเขา และประติมากรรมศิลปะที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกมุมของชุมชนประมงอันเงียบสงบ เชิญร่วมเปิดประตูสู่ดินแดนแห่งความเงียบงันที่เปี่ยมด้วยเรื่องเล่าอันลึกซึ้งผ่านคู่มือท่องเที่ยวฉบับสมบูรณ์นี้
รอยต่อแห่งกาลเวลา: จากถ้ำยักษ์โมโมทาโร่สู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งตำนาน
ในความทรงจำร่วมของชาวญี่ปุ่น เกาะเมกิจิมะผูกติดกับตำนานของโมโมทาโร่ (Momotaro) เด็กชายผู้เกิดจากลูกพีชที่เดินทางมาปราบเหล่ายักษ์ร้ายผู้สร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้คน เมื่อเดินทางขึ้นสู่ยอดเขา Washigamine นักเดินทางจะได้พบกับ ‘ถ้ำยักษ์’ (Ogre Cave) ถ้ำหินขนาดใหญ่ที่ถูกขุดเจาะลึกเข้าไปในภูเขา ภายในถ้ำจำลองเรื่องราวของกองทัพยักษ์ ทั้งห้องโถงบัญชาการ คุกใต้ดิน และคลังสมบัติ บรรยากาศภายในถ้ำเย็นเยียบและอบอวลด้วยกลิ่นอายของเรื่องปรัมปราที่ถูกร้อยเรียงขึ้นอย่างมีชีวิตชีวา
ทว่าเมื่อมองออกไปจากปากถ้ำ ทัศนียภาพอันกว้างไกลของทะเลในเซโตะกลับขับเน้นความสงบงามของธรรมชาติออกมาได้อย่างชัดเจน การผสมผสานระหว่างตำนานพื้นบ้านที่แต่งแต้มจินตนาการในวัยเด็กกับความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ ทำให้การสำรวจถ้ำแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นการเดินทางย้อนกลับไปสู่รากเหง้าแห่งจินตนาการของวัฒนธรรมญี่ปุ่น
ศิลปะกลางทะเลเซโตะ: เมื่อเกาะทั้งเกาะคือแกลเลอรีไร้ผนัง
ความมหัศจรรย์ของเกาะเมกิจิมะในยุคปัจจุบันคือการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นทางศิลปะร่วมสมัยของเทศกาล Setouchi Triennale ศิลปินจากทั่วทุกมุมโลกได้เดินทางมาเยือนเกาะแห่งนี้เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่กลมกลืนไปกับวิถีชีวิตและภูมิทัศน์ท้องถิ่น ผลงานชิ้นเอกอย่าง ‘Seagull Parking Lot’ ของศิลปินธิดารัตน์และทีมงาน โดยการติดตั้งฝูงนกนางนวลจำลองจำนวนมากเรียงรายอยู่บริเวณท่าเรือ ซึ่งจะหันหน้าไปทิศทางเดียวกันตามกระแสลม เปรียบเสมือนการต้อนรับผู้มาเยือนด้วยเสียงกระซิบจากธรรมชาติ
นอกจากนี้ยังมีผลงาน ‘20th Century Recall’ ที่นำเปียโนเก่ามาติดตั้งไว้ในอาคารไม้โบราณ ปล่อยให้เสียงดนตรีสะท้อนก้องความทรงจำแห่งอดีตกาล หรือผลงานศิลปะที่ซ่อนตัวอยู่ตามบ้านเรือนร้างที่ถูกรีโนเวตให้กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ การเดินชมงานศิลปะบนเกาะเมกิจิมะจึงเป็นการเดินเท้าสำรวจตรอกซอกซอยที่เต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์และความงดงามทางความคิด
วิถีสโลว์ไลฟ์และธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของเมกิจิมะ
นอกเหนือจากมิติทางศิลปะและตำนาน เกาะเมกิจิมะยังคงรักษาความเรียบง่ายของหมู่เกาะในทะเลเซโตะไว้อย่างเหนียวแน่น ชุมชนบนเกาะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย อาศัยการประมงและการเกษตรขนาดเล็ก ถนนหนทางบนเกาะปราศจากความวุ่นวายของรถยนต์ส่วนบุคคล การเดินทางสำรวจเกาะที่ดีที่สุดคือการเช่าจักรยานปั่นไปตามเส้นทางเลียบชายฝั่ง หรือเดินเท้าลัดเลาะผ่านแปลงเกษตรขั้นบันไดและแนวหินกันคลื่นที่เรียงตัวเป็นระเบียบ
ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เกาะแห่งนี้จะถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูอ่อนของดอกซากุระนับพันต้นที่บานสะพรั่งทั่วภูเขา ขณะที่ฤดูร้อนชายหาดเมกิจิมะจะเงียบสงบและน้ำใสสะอาด เหมาะสำหรับการทอดสายตามองขอบฟ้าอย่างไร้ความเร่งรีบ เป็นสถานที่ที่กาลเวลาดูเหมือนจะเดินช้าลง เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ยินเสียงความคิดของตนเองท่ามกลางธรรมชาติที่โอบล้อม
