เมื่อก้าวพ้นความจอแจของสถานีมุโรโดะบนเส้นทาง Tateyama Kurobe Alpine Route มวลอากาศบริสุทธิ์อันหนาวเย็นและเบาบางที่ระดับความสูง 2,405 เมตร จะนำพาประสาทสัมผัสทั้งมวลเข้าสู่ดินแดนแห่งความเงียบสงบที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขา ที่นี่คือจุดกำเนิดของ ‘บึงมิคุริกะอิเกะ’ (Mikurigaike Pond) บ่อภูเขาไฟโบราณอายุราว 10,000 ปี ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบ่อน้ำบนภูเขาไฟที่งดงามที่สุดในเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นตอนเหนือ
ภาพเบื้องหน้าไม่ใช่เพียงทัศนียภาพของผืนน้ำกว้างใหญ่ หากแต่เป็นผืนผ้าใบธรรมชาติที่แต่งแต้มด้วยสีครามเข้มลึกล้ำ และในยันวันที่สภาพอากาศเป็นใจ ผิวน้ำเรียบดั่งกระจกเงาจะทำหน้าที่สะท้อนภาพความยิ่งใหญ่ของยอดเขาทาเตยามะความสูงกว่า 3,000 เมตรได้อย่างสมบรูณ์แบบ เชิญชวนให้นักเดินทางผู้แสวงหาความหมายที่ลึกซึ้งกว่าการท่องเที่ยวทั่วไป ได้ก้าวช้าลง สูดกลิ่นไอธรรมชาติ และดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งสโลว์ไลฟ์เหนือระดับเมฆอย่างแท้จริง
มรดกแห่งธรณีวิทยาและตำนานภูผาอันศักดิ์สิทธิ์
ในอดีตกาล ชื่อของ ‘มิคุริกะ’ (Mikuri) มีบันทึกในภาษาญี่ปุ่นว่า 御厨 ซึ่งหมายถึงสถานที่สำหรับจัดเตรียมอาหารหรือเครื่องเซ่นสังเวยแก่เทพเจ้า สะท้อนถึงความศรัทธาอันแรงกล้าของผู้คนที่เดินทางจาริกแสวงบุญขึ้นสู่เทือกเขาทาเตยามะ หนึ่งในสามภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของญี่ปุ่น บึงแห่งนี้เกิดขึ้นจากการปะทุของภูเขาไฟเมื่อหมื่นปีก่อน ทิ้งร่องรอยเป็นแอ่งกระทะขนาดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงด้วยหิมะละลายและน้ำฝน กลายเป็นระบบนิเวศบนที่สูงที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ รอบริมบึงอันเงียบสงบนี้ เต็มไปด้วยแนวสนพุ่มแคบสลับกับทุ่งหญ้าอัลไพน์ ซึ่งไม่เพียงสร้างทัศนียภาพอันชวนฝัน แต่ยังเป็นบ้านหลังใหญ่ของ ‘นกสายฟ้า’ (Rock Ptarmigan) หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า ‘ไรโจ’ (Raicho) นกภูเขาหายากผู้รอดพ้นจากยุคน้ำแข็งและได้รับความคุ้มครองในฐานะสมบัติทางธรรมชาติ การได้เดินทอดน่องตามเส้นทางไม้กระดาน (Boardwalk) รอบบึง จึงเปรียบเสมือนการเดินทางผ่านพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ที่ซึ่งธรณีวิทยา ตำนาน และชีววิทยาหลอมรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
ความงามที่แปรเปลี่ยนตามฤดูกาล: จากกระจกสีมรกตสู่อัญมณีสีคราม
ธรรมชาติของบึงมิคุริกะอิเกะมีความงดงามที่พลิกผันไปตามวัฏจักรแห่งปีอย่างน่าทึ่ง ตลอดช่วงฤดูใบไม้ผลิจนถึงเดือนมิถุนายน ผืนน้ำทั่วทั้งบริเวณจะถูกซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนหิมะหนาทึบอันขาวโพลน ทว่าทันทีที่ย่างเข้าสู่เดือนกรกฎาคม หิมะเริ่มละลายเผยให้เห็นผิวน้ำสีมรกตและสีครามเข้มตัดกับขอบฟ้าภูเขา ช่วงเวลานี้เองที่นักท่องเที่ยวจะได้ยลโฉมปรากฏการณ์เงาสะท้อนผิวน้ำ (Mirror Reflection) ที่คมชัดราวกับภาพวาด ครั้นเข้าสู่เดือนกันยายนถึงตุลาคม ผืนป่าและพุ่มไม้รอบบึงจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นเฉดสีอำพันและสีแดงสดใส ขับเน้นให้บรรยากาศโดยรอบอบอวลด้วยความโรแมนติกและความอลังการของธรรมชาติในคราวเดียวกัน ก่อนที่หิมะระลอกแรกจะโปรยปรายลงมาปกคลุมและปิดผนึกเส้นทางอีกครั้งเพื่อเข้าสู่โหมดพักตัวในฤดูหนาว
Mikurigaike Onsen: สุนทรียภาพแห่งการแช่ออนเซ็นเหนือเมฆ
ไม่ไกลจากริมฝั่งบึงมิคุริกะอิเกะ คือที่ตั้งของ ‘Mikurigaike Onsen’ สถาบันออนเซ็นธรรมชาติที่ตั้งอยู่ ณ จุดสูงสุดของประเทศญี่ปุ่นที่ระดับความสูง 2,410 เมตร สถานที่แห่งนี้เริ่มต้นจากการเป็นกระท่อมภูเขาในปี ค.ศ. 1957 ก่อนจะพัฒนามาเป็นที่พักพิงอันอบอุ่นสำหรับนักเดินทาง ความพิเศษของที่นี่คือการใช้น้ำพุร้อนบริสุทธิ์ 100% (Free-flowing) ที่ผุดขึ้นมาจากหุบเขานรก ‘จิโกกุดานิ’ (Jigokudani) โดยตรง น้ำแร่มีลักษณะเป็นสีขาวขุ่นและมีกลิ่นกำมะถันอ่อนๆ เปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติในการช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล การได้นั่งแช่น้ำร้อนอุ่นสบายภายในห้องอาบน้ำขนาดใหญ่ที่มองผ่านกระจกใสออกไปเห็นทิวทัศน์หุบเขาและยอดอัลไพน์อันยิ่งใหญ่ ถือเป็นรางวัลชีวิตอันล้ำค่าที่หาไม่ได้จากที่ใดในโลก
