เมื่อสายน้ำเจ้าพระยายังคงทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่แห่งกาลเวลา พัดพาเรื่องราวอดีตจากยุคทองแห่งราชสำนักอยุธยาให้ไหลผ่านเข้ามาในความทรงจำ ณ ดินแดนริมฝั่งตะวันตกแห่งนี้ ‘หมู่บ้านโปรตุเกส’ หาใช่เพียงซากอิฐปูนอันเงียบงันท่ามกลางกาลเวลา หากแต่เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต (Living History) ที่บอกเล่าปฐมบทแห่งความสัมพันธ์สากลระหว่างสยามประเทศกับโลกตะวันตกเมื่อกว่าห้าศตวรรษก่อน การก้าวเข้ามาสัมผัสดินแดนแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนการพลิกหน้าประวัติศาสตร์บทสำคัญ ที่ซึ่งร่องรอยอารยธรรม วิถีชีวิต และความศรัทธายังคงทิ้งร่องรอยอันทรงคุณค่าเชื้อเชิญให้นักเดินทางผู้หลงใหลในความประณีตเชิงลึกได้มาพิสูจน์ด้วยตาตนเองอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต
ปฐมบทแห่งไมตรีจิต: เมื่อโปรตุเกสหมุดหมายแรกบนแผนที่สยาม
หน้าประวัติศาสตร์เปิดฉากขึ้นในปี พ.ศ. 2054 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เมื่ออัลฟองโซ เดอ อัลบูเคอร์ก ผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสประจำเอเชีย ได้ส่ง ดูอาร์เต้ เฟอร์นันเดส เดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีเป็นชาติแรกในกลุ่มชาติตะวันตก ด้วยความเชี่ยวชาญด้านยุทโธปกรณ์และการทหาร ชาวโปรตุเกสจึงไม่เพียงเข้ามาในฐานะพ่อค้า แต่ยังทำหน้าที่เป็นทหารอาสาเคียงบ่าเคียงไหล่กองทัพกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งอยุธยาจึงพระราชทานที่ดินบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนใต้เกาะเมืองให้เป็น ‘หมู่บ้านโปรตุเกส’ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการค้า การพำนักอาศัย และพื้นที่เผยแผ่ศาสนาคริสต์ นำไปสู่การผสมผสานทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมรดกแผ่นดิน
สถาปัตยกรรมและร่องรอยอารยธรรม ณ โบสถ์ซานเปโตร
หัวใจสำคัญของหมู่บ้านแห่งนี้คือโบราณสถาน ‘ซานเปโตร’ หรือโบสถ์เซนต์โดมินิคแห่งคณะโดมินิกัน ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2083 นับเป็นศาสนสถานคริสต์แห่งแรกที่สร้างขึ้นในราชอาณาจักรไทย แม้ในปัจจุบันกาลเวลาจะหลงเหลือเพียงโครงสร้างรากฐานและซากอิฐอันบอกเล่าเรื่องราวผ่านความเงียบงัน แต่การจัดarchaeological site museum ได้เผยให้เห็นการแบ่งพื้นที่ใช้สอยอย่างเป็นระบบ ทั้งส่วนของศาสนสถาน พื้นที่ประกอบพิธี และเขตสุสาน การค้นพบโบราณวัตถุล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็นเหรียญกษาปณ์ เครื่องปั้นดินเผา ลูกประคำ ไม้กางเขน ไปจนถึงกล้องยาสูบ ล้วนสะท้อนถึงวิถีชีวิตประจำวันอันรุ่งโรจน์ของชุมชนนานาชาติในอดีต
สุสานโบราณและบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ผ่านโครงกระดูก 254 โครง
หนึ่งในจุด องค์ประกอบทางโบราณคดีที่สร้างความตื่นตะลึงให้แก่นักประวัติศาสตร์คือหลุมขุดค้นสุสานภายในบริเวณโบสถ์ ซึ่งมีการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์จัดเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบรวมกว่า 254 โครง การฝังร่างเหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจนตามฐานันดรศักดิ์และสถานะทางสังคม ตั้งแต่บาทหลวงผู้ประกอบพิธี ขุนนางหรือชาวโปรตุเกสผู้มีฐานะ ไปจนถึงชาวคริสต์พื้นถิ่น หลักฐานทางมานุษยวิทยานี้ประกอบเข้ากับบันทึกประวัติศาสตร์เรื่องโรคระบาดครั้งใหญ่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ทำให้หลุมศพเหล่านี้กลายเป็นเสมือนบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความเจ็บป่วย ความตาย และความศรัทธาในวาระสุดท้ายของชีวิตมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง
