ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพมหานครมหานครร่วมสมัย มีพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทำหน้าที่เก็บรักษาจิตวิญญาณแห่งสยามประเทศไว้อย่างบริบูรณ์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือที่รู้จักกันในนาม ‘วัดโพธิ์’ ไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานชั้นเอกคู่พระนคร หากแต่คือคลังปัญญาอันทรงคุณค่าที่ผสมผสานงานสถาปัตยกรรมระดับบรมครู คติความเชื่อทางพุทธศาสนา และภูมิปัญญาการแพทย์แผนโบราณเข้าไว้ด้วยกันอย่างลึกซึ้ง
การก้าวเท้าผ่านกำแพงสีขาวและซุ้มประตูประดับกระเบื้องเคลือบสไตล์จีนเข้ามาสู่พื้นที่ภายใน เปรียบเสมือนการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่ได้รับการทะนุบำรุงอย่างประณีตตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และขยายขอบเขตความยิ่งใหญ่โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่นี่ได้รับการยกย่องให้เป็น ‘มหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของประเทศ’ เนื่องจากเป็นแหล่งรวบรวมสรรพวิชาความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม เพื่อให้สามัญชนและชนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้อย่างไร้ขีดจำกัด
สำหรับนักเดินทางผู้หลงใหลในความประณีตและต้องการซึมซับสุนทรียศาสตร์แบบไทยแท้ การทำความเข้าใจมรดกทางวัฒนธรรมแห่งนี้ด้วยมุมมองที่ลึกซึ้ง จะเปลี่ยนจากการเดินชมศาสนสถานธรรมดาให้กลายเป็นการเดินทางภายในจิตใจ ที่ซึ่งความงาม ความสงบ และองค์ความรู้โบราณหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันอย่างน่าอัศจรรย์
พินิจความงามพระพุทธไสยาสน์และสถาปัตยกรรมมหาเจดีย์สี่รัชกาล
ภายในพระวิหารอันโอ่อ่าประดิษฐานองค์พระพุทธไสยาสน์หรือพระนอนขนาดมหึมา ยาวถึง 46 เมตรและสูง 15 เมตร ซึ่งสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศิลป์ขององค์พระสะท้อนความงดงามอันเปี่ยมด้วยความสงบสงادي พระพักตร์เปี่ยมด้วยรอยยิ้มแห่งความหลุดพ้นจากกิเลសทั้งปวง สิ่งที่ดึงดูดสายตานักเดินทางผู้ละเมียดละไมคือบริเวณฝ่าพระบาททั้งสองข้าง ซึ่งประดับด้วยลวดลายมุกอันวิจิตรบรรจงเป็นภาพมงคล 108 ประการ ผสมผสานศิลปะแบบไทยและจีนเข้ากันได้อย่างกลมกลืนไร้ที่ติ
ขยับออกมายังลานด้านนอก สถาปัตยกรรมของพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล อันประกอบด้วยพระมหาสเจดีย์พระศรีสรรเพชญดาญาณ พระมหาเจดีย์ ‘จิรกาลปาลวรดก’ และเจดีย์ในรัชกาลที่ 3 และ 4 โดดเด่นด้วยกระเบื้องเคลือบสีและลวดลายประดับประดาอย่างประณีตสะท้อนศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ท่ามกลางหมู่เจดีย์น้อยใหญ่รวมกว่า 91 องค์ที่รายล้อมอยู่ทั่วบริเวณ ทำให้วัดโพธิ์เป็นวัดที่มีจำนวนเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย
ศิลาจารึกวัดโพธิ์: สารานุกรมหินอ่อนและมรดกความทรงจำแห่งโลก
คุณค่าอันเป็นสากลที่ทำให้วัดโพธิ์ก้าว Pทสู่การเป็นมรดกโลกทางเอกสารคือ ‘ศิลาจารึกวัดโพธิ์’ จำนวน 1,431 ชิ้น ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จารึกสรรพความรู้แขนงต่างๆ ลงบนแผ่นหินอ่อน ทั้งตำรายา ตำวดนตรี ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ตำราฤาษีดัดตน และโคลงกลอนสุภาษิต เพื่อให้ประชาชนทุกชนชั้นเข้าถึงองค์ความรู้ได้เสมือนเรียนในมหาวิทยาลัย
ในปี พ.ศ. 2554 องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้จารึกศิลาจารึกเหล่านี้ไว้ในทะเบียนความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World Register) การได้เดินอ่านโคลงโลกนิติและตำบำรุงรักษาโรคตามศิลาเหล่านี้ใต้ร่มเงาไม้โบราณ จึงเปรียบเสมือนการพลิוףหน้าประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาเอเชียที่มีอายุหลายศตวรรษให้กลับมามีชีวิตชีวาต่อหน้าต่อตาอีกครั้ง
รากเหง้าแห่งศาสตร์การแพทย์โบราณและสำนักนวดไทยต้นตำรับ
นอกเหนือจากมรดกทางสถาปัตยกรรมและวรรณกรรมแล้ว วัดโพธิ์ยังถือเป็น ‘ตักศิลา’ หรือแหล่งกำเนิดของการแพทย์แผนไทยและการนวดแผนโบราณที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ภาพสลักท่าฤาษีดัดตนตามจุดต่างๆ ใน องค์ประกอบวัด รวมถึงตำรายานวดที่จารึกไว้บนแผ่นศิลา เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียน ‘นวดไทย’ (Nuad Thai) เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ
การได้สัมผัสประสบการณ์การนวดแผนไทยแท้จากสำนักแพทย์แผนโบราณวัดโพธิ์ จึงไม่ใช่เพียงการผ่อนคลายกล้ามเนื้อจากการเดินทาง แต่เป็นการเชื่อมโยงโดยตรงกับองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่บรรพบุรุษไทยได้คิดค้นและส่งต่อความสมดุลสู่ร่างกายและจิตใจอย่างยั่งยืน
