เมื่อเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพมหานครถูกอาบไล้ด้วยแสงสีทองละมุนตาของยามสนธยา ยอดเจดีย์สีทองอร่ามของพระบรมบรรพต หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ภูเขาทอง’ แห่งวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ยังคงตั้งตระหง่านท้าทายกาลเวลา ราวกับประภาคารทางจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงอดีตอันรุ่งโรจน์ของกรุงรัตนโกสินทร์เข้ากับปัจจุบัน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดหมายปลายทางของการเดินทางเพื่อสักการะบูชาทั่วไป แต่คือห้องเรียนกลางแจ้งอันมีชีวิตชีวา ที่ซึ่งงานช่างหลวงสถาปัตยกรรมไทยโบราณและเรื่องราวประวัติศาสตร์นับร้อยปีได้หลอมรวมเข้ากับประสบการณ์การเดินทางเชิงลึกอันประณีต
การก้าวเท้าเข้าสู่เขตพุทธาวาสของวัดสระเกศ เปรียบเสมือนการเปิดหน้าประวัติศาสตร์หน้าสำคัญที่เริ่มต้นตั้งแต่สมัยอยุธยา พัฒนาการผ่านกาลเวลาจาก ‘วัดสะแก’ สู่พระอารามหลวงอันทรงเกียรติ ผ่านฝีพระหัตถ์และพระราชปณิธานของบูรพมหากษัตริย์หลายรัชกาล สำหรับนักเดินทางผู้หลงใหลในความงดงามทางศิลปวัฒนธรรม การซึมซับบรรยากาศที่นี่ต้องอาศัยมากกว่าสายตาที่มองผ่าน แต่มันคือการทำความเข้าใจในคุณค่าเชิงสุนทรียะ ลวดลายปูนปั้น ซุ้มเสมาอันวิจิตร และจังหวะก้าวเดินขึ้นสู่ยอดภูเขาทองที่เปี่ยมด้วยความหมายในทุกองค์ประกอบ
สถาปัตยกรรมและร่องรอยแห่งกาลเวลา: จากวัดสะแกสู่พระบรมบรรพต
รากเหง้าของวัดสระเกศย้อนกลับไปไกลถึงสมัยอยุธยาในชื่อเดิมว่า ‘วัดสะแก’ ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจะทรงสถาปนาและพระราชทานนามใหม่ว่า ‘วัดสระเกศ’ อันเนื่องมาจากทรงประกอบพิธีพระกระยาสนานเมื่อเสด็จกรีธาทัพกลับมาปราบจลาจลและเถลิงถวัลยราชสมบัติ ความน่าสนใจระดับลักชูรีเชิงสถาปัตยกรรมอยู่ที่ความพยายามในการเนรมิต ‘ภูเขา’ จำลองกลางที่ราบลุ่มพระนคร ซึ่งเริ่มต้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยพระราชประสงค์ให้มีพระปรางค์องค์ใหญ่ ทว่าด้วยสภาพดินอันอ่อนนุ่มของบางกอกในยุคนั้น ทำให้โครงสร้างทรุดตัวลง จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและต่อเนื่องถึงรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเป็นภูเขาก่อและประดิษฐานพระเจดีย์ทรงลังกาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดค้นพบจากเมืองกบิลพัสดุ์ กลายเป็น ‘สุวรรณบรรพต’ หรือภูเขาทองอันสง่างามในปัจจุบัน
สุนทรียะแห่งพุทธศิลป์: พระอุโบสถและซุ้มเสมาอันเป็นครูแห่งศิลป์
นอกเหนือจากองค์ภูเขาทองที่เป็นสัญลักษณ์เด่นชัด ภายในพื้นที่พุทธาวาสยังรายล้อมด้วยงานศิลปกรรมชั้นครู พระอุโบสถหลังคาลดสามชั้นประดับช่อฟ้าใบระกาอันวิจิตร ภายในประดิษฐานพระประธานปางสมาธิอันสงบนิ่ง รายล้อมด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สะท้อนคติไตรภูมิและพุทธประวัติ สิ่งที่นักวิชาการด้านศิลปะและนักเดินทางผู้ชื่นชอบความประณีตให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ ‘ซุ้มเสมา’ รอบพระอุโบสถ ซึ่งออกแบบในทรงกูบช้างหรือซุ้มหน้านาง ประดับด้วยกระเบื้องและศิลาจำหลักลายกระจกสี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเคยยกย่องไว้ว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบซุ้มเสมาที่งดงามและควรค่าแก่การถือเป็นแบบอย่างทางศิลปะไทยโบราณอย่างแท้จริง
มิติใหม่แห่งมุมมองกรุงเทพฯ ยามสนธยาจากยอดสุวรรณบรรพต
การเดินทางขึ้นสู่ยอดพระบรมบรรพตผ่านบันไดวนที่ทอดตัวคดเคี้ยวขึ้นไป เปรียบเสมือนการเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศแห่งความสงบ เสียงระฆังน้อยใหญ่ที่แขวนเรียงรายตลอดเส้นทางสะท้อนเสียงกังวานใสขับกล่อมผู้มาเยือน เมื่อขึ้นมาถึงลานประทักษิณรอบองค์พระเจดีย์สีทอง ทัศนียภาพเบื้องหน้าคือภาพพาโนรามา 360 องศาของเกาะรัตนโกสินทร์ สายตาจะทอดผ่านหลังคากระเบื้องเคลือบของวัดวาอารามโบราณ เส้นสายของสะพานและคูคลอง ตัดกับตึกระฟ้าของมหานครสมัยใหม่ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเก็บบันทึกความประทับใจคือช่วงยามเย็นก่อนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า (ประมาณ 17.30 - 18.30 น.) เมื่อแสงสีทองสุดท้ายของวันสาดกระทบองค์พระเจดีย์และอาคารบ้านเรือนเบื้องล่าง เกิดเป็นมิติของแสงและเงาที่ทรงคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้
