ท่ามกลางความจอแจของมหานครกรุงเทพฯ มีพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่เวลาดูราวกับจะเดินช้าลง เพื่อเก็บบันทึกช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์สยาม ‘วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร’ หรือที่ชาวต่างชาติขนานนามให้อย่างก้องโลกกว่า The Marble Temple ไม่ได้เป็นเพียงพระอารามหลวงอันวิจิตรงดงาม หากแต่เป็นหลักฐานทางสถาปัตยกรรมที่สะท้อนวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และอัจฉริยภาพของ ‘สมเด็จครู’ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม
เมื่อสยามต้องก้าวเผชิญหน้ากับกระแสการล่าอาณานิคมและการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย (Modernization) ในปลายศตวรรษที่ 19 ศิลปะและสถาปัตยกรรมจึงกลายเป็นเครื่องมือในการประกาศศักดิ์ศรีและความเป็นอารยะ การผสานวัสดุชั้นเลิศอย่างหินอ่อนคาราราจากประเทศอิตาลีเข้ากับโครงสร้างหลังคาประดับกระเบื้องเคลือบและลวดลายไทยประเพณี จึงไม่ใช่เพียงความแปลกใหม่ทางตา ทว่าคือการประกาศสุนทรียะบทใหม่ที่สมดุลระหว่างตะวันออกและตะวันตกอย่างน่าทึ่ง
สุนทรียะแห่งหินอ่อนและการบรรจบของสองอารยธรรม
ความโดดเด่นสะดุดตาตั้งแต่แรกย่างก้าวเข้าสู่เขตพุทธาวาสของ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร คือการใช้หินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ตลอดทั่วทั้งพระอุโบสถและลานรอบด้าน หินอ่อนเหล่านี้ถูกสั่งตรงจากเมืองคารารา ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นแหล่งหินอ่อนคุณภาพระดับโลกที่ศิลปินยุคเรเนสซองส์โปรดปราน การนำหินอ่อนมาประยุกต์ใช้กับทรงอุโบสถแบบไทยประเพณีที่มีช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ ถือเป็นความท้าทายทางวิศวกรรมและสุนทรียศาสตร์ครั้งใหญ่
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงใช้พระปรีชาสามารถในการลดทอนความหนักทึบของหินด้วยสัดส่วนช่องหน้าต่างประดับกระจกสี (Stained Glass) ลายเทพพนมฝีมือช่างตะวันตก แสงแดดที่สาดส่องผ่านกระจกสีเข้ามาภายในพระอุโบสถยามบ่าย สร้างมิติของแสงและเงาที่นุ่มนวลขับเน้นให้องค์พระพุทธชินราชจำลองเปล่งประกายเรืองรอง ราวกับงานศิลปะที่ไร้กาลเวลา
พระพุทธชินราชจำลองและหัวใจแห่งพุทธศาสนสถาน
ณ ใจกลางพระอุโบสถอันเงียบสงบ เป็นที่ประดิษฐาน ‘พระพุทธชินราช’ (จำลองมาจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หล่อขึ้นด้วยความประณีตยิ่ง พุทธศิลป์ขององค์พระปฏิมามีความอ่อนช้อยงดงามตามแบบฉบับสุโขทัยบริสุทธิ์ พระพักตร์เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาและสงบนิ่ง
ใต้ฐานพุทธบัลลังก์นี้เองที่เป็นที่ประดิษฐาน ‘พระบรมราชสรีรางคาร’ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงสถาปนวัดแห่งนี้ขึ้นใหม่จากการยกฐานวัดเดิม (วัดแหลม หรือวัดไทร) ทำให้วัดเบญจมบพิตรฯ ไม่เพียงแต่เป็นศาสนสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม แต่ยังเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความอาลัยและความผูกพันลึกซึ้งระหว่างพระมหากษัตริย์กับพระอารามแห่งนี้
ระเบียงคดและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งพุทธศิลป์
เบื้องหลังพระอุโบสถทอดตัวยาวออกไปด้วยระเบียงคดหินอ่อนล้อมรอบลานกว้าง ซึ่งทำหน้าที่เสมือนหอศิลป์กลางแจ้งที่รวบรวมพระพุทธรูปโบราณปางต่างๆ จากทั่วราชอาณาจักรไทยและประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย อาทิ อินเดีย ศรีลังกา และญี่ปุ่น รวมทั้งสิ้น 52 องค์
การรวบรวมพระพุทธรูปหลากหลายยุคสมัยและสกุลช่างมาประดิษฐาน ณ ที่แห่งนี้ เกิดจากพระราชดำริที่จะให้ผู้ศรัทธาและนักศึกษาประวัติศาสตร์ได้ศึกษาความเปลี่ยนแปลงของพุทธศิลป์แต่ละยุคสมัยในที่เดียว ทุกองค์ล้วนมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งศิลปะทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงโสน และสุโขทัย ร้อยเรียงเรื่องราวความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาข้ามพรมแดนกาลเวลา
