เมื่อพูดถึง ‘ไวน์’ ภาพจำของหลายคนมักถูกผูกติดอยู่กับเนินเขาอันหนาวเหน็บในยุโรปหรือดินแดนซีกโลกใต้ ทว่า ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาและผืนป่าอันเขียวชะอุ่มของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กลับมีหมุดหมายแห่งหนึ่งที่ท้าทายกรอบเดิมๆ ของภูมิอากาศแบบทรอปิกอลได้อย่างน่าทึ่ง ‘กราน-มอนเต้ ไร่องุ่นไวน์เขาใหญ่’ (GranMonte Vineyard and Winery) คือบทพิสูจน์อันทรงพลังว่า ความหลงใหล ความอดทน และวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล สามารถเนรมิตให้ผืนแผ่นดินไทยกล ‘เป็นแหล่งกำเนิดไวน์คุณภาพระดับสากลได้อย่างไร
ณ หุบเขาอโศกวัลเลย์ (Asoke Valley) แสงแดดอุ่นยามเช้าทาบทับลงบนพวงองุ่นเขียวขจีที่เรียงรายสุดสายตา ที่นี่ไม่ใช่เพียงแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรธรรมดา หากแต่เป็นอาณาจักรไวน์ครบวงจรที่เคยผงาดขึ้นทำหน้าที่ต้อนรับผู้นำระดับโลกในเวที APEC มาแล้ว เรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จของตระกูลโลหิตนาท คือการเดินทางแห่งการเรียนรู้และการเคารพธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ซึ่งพร้อมจะเปิดต้อนรับนักเดินทางผู้แสวงหาความรื่นรมย์อันประณีตและสุนทรียะแห่งรสชาติที่หาไม่ได้จากที่อื่น
วิสัยทัศน์แห่งอโศกวัลเลย์: ศิลปะการปลูกองุ่นในเขตร้อน
การสร้างสรรค์ไวน์ในประเทศไทยถือเป็นความท้าทายขั้นสูงสุด เนื่องจากสภาพภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อนมีความชื้นสูงและไม่มีฤดูหนาวที่ยาวนานพอใหองุ่นพักตัวตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับในยุโรป อย่างไรก็ตาม ครอบครัวโลหิตนาทผู้ก่อตั้งกราน-มอนเต้ ได้พลิกวิกฤตนี้ให้กลายเป็นจุดแข็ง ด้วยการเลือกหุบเขาอโศกวัลเลย์ อำเภอปากช่อง ซึ่งมีดินอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดี และมีลมพัดผ่านตลอดปี มาเป็นสถานที่ตั้งของไร่
ทุกกระบวนการปลูกและการจัดการทรงพุ่มองุ่นได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันด้วยมือ ตั้งแต่การเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศ เช่น Syrah, Cabernet Sauvignon, Chenin Blanc และ Viognier ไปจนถึงการกำหนดเวลาเก็บเกี่ยวในช่วงเวลากลางคืน เพื่อรักษาความสดและโครงสร้างรสชาติของผลองุ่นให้สมบูรณ์ที่สุดก่อนเข้าสู่กระบวนการหมักในโรงบ่มของตัวเอง
สุนทรียะแห่งการชิมไวน์และปรัชญาการผลิตแบบยั่งยืน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ไวน์จากกราน-มอนเต้โดดเด่นในเวทีโลก คือเอกลักษณ์ของรสชาติที่สะท้อนคาแรคเตอร์ของดินและฟ้าแห่งเขาใหญ่ (Terroir) ไวน์แดงอย่าง GranMonte Syrah มักโดดเด่นด้วยกลิ่นอายของเครื่องเทศและผลไม้สีดำสุกฉ่ำ ขณะที่ไวน์ขาวอย่าง Chenin Blanc ให้ความสดชื่นและกลิ่นหอมของดอกไม้ป่า
นอกจากรสชาติอันเป็นเลิศแล้ว ที่นี่ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความยั่งยืน โรงบ่มไวน์ของกราน-มอนเต้นำแนวคิด Zero-waste มาปรับใช้ในทุกขั้นตอน กากองุ่นที่เหลือจากการคั้นจะถูกนำกลับมาทำปุ๋ยหมักบำรุงดินในไร่ น้ำทั้งหมดผ่านกระบวนการบำบัดอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานการผลิตระดับไฮเอนด์
ไลฟ์สไตล์การพักผ่อนระดับลักชัวรี: ไวน์ อาหาร และธรรมชาติ
ประสบการณ์ที่กราน-มอนเต้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในไร่องุ่นหรือห้องใต้ดินสำหรับบ่มไวน์เท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตไปสู่ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่กลมกลืนไปกับธรรมชาติ นักเดินทางสามารถดื่มด่ำกับมื้ออาหารสุดพิเศษที่จับคู่ไวน์แต่ละตัวเข้ากับอาหารสไตล์กูร์เมต์ ซึ่งรังสรรค์ขึ้นเพื่อขับเน้นมิติของรสชาติให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด
การได้นั่งจิบไวน์เย็นๆ พร้อมทอดสายตามองทิวแถวของไร่องุ่นที่ทอดยยาวไปตามแนวเขาในยามที่แสงอาทิตย์เริ่มเปลี่ยนเป็นสีทอง ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ช่วยชาร์จพลังชีวิตและยกระดับจิตวิญญาณให้ดื่มด่ำกับความงามอันเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยรสนิยม
