ลึกลงไปในผืนป่าหินปูนอันซับซ้อนของอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ซ่อนไว้ซึ่งมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติและสถาปัตยกรรมที่ไม่อาจพบได้จากที่ใดในโลก ถ้ำพระยานครไม่ได้เป็นเพียงถ้ำขนาดใหญ่ที่มีหินงอกหินย้อยวิจิตรตระการตา หากแต่เป็นสถานที่บรรจบกันระหว่างศรัทธา ประวัติศาสตร์ราชสำนัก และงานศิลป์ชั้นครู เมื่อลำแสงอาทิตย์สีทองสาดส่องผ่านปล่องถ้ำธรรมชาติลงมากระทบกับพลับพลาทรงจตุรมุข บรรยากาศโดยรอบจะเปลี่ยนเป็นดินแดนแห่งความฝันที่อาบไล้ด้วยความเงียบสงบและมนต์ขลัง ซึ่งดึงดูดใจให้นักเดินทางผู้แสวงหาความงดงามอันลึกซึ้งต้องมาเยือนสักครั้งในชีวิต
การเดินทางสู่ดินแดนเร้นลับแห่งนี้เปรียบเสมือนบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของผู้เดินทาง ผ่านเกลียวคลื่นแห่งอ่าวไทยสู่หาดแหลมศาลา ก่อนก้าวเท้าขึ้นสู่เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ทอดตัวผ่านขุนเขาหินปูน ทุกหยาดเหงื่อที่เสียไปจะได้รับการตอบแทนอย่างคุ้มค่าทันทีที่ม่านหมอกแห่งแสงสว่างเผยให้เห็นสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
สถาปัตยกรรมหลวงกลางโถงถ้ำ: พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์
ภายในโถงถ้ำขนาดมหึมาที่เพดานถ้ำเปิดโล่งรับแสงตะวัน คือที่ตั้งของ ‘พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์’ พลับพลาไม้ทรงจตุรมุขอันวิจิตรงดงาม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2433 โดยโปรดให้ช่างหลวงแยกชิ้นส่วนโครงสร้างไม้ลงเรือมาประกอบขึ้นใหม่ภายในถ้ำแห่งนี้ เพื่อใช้เป็นพลับพลาที่ประทับในคราวเสด็จประพาส ความประณีตของงานสถาปัตยกรรมไทยโบราณที่ผสานกลมกลืนไปกับผนังหินปูนอายุหลายล้านปี สร้างความรู้สึกน่าเกรงขามและสะท้อนถึงพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ในงานศิลป์ นอกจากนี้ บริเวณผนังหินใกล้กันยังปรากฏพระปรมาภิไธยย่อ จ.ป.ร. (รัชกาลที่ 5) และ ป.ป.ร. (รัชกาลที่ 7) จารึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า
มาสเตอร์พีซแห่งแสงธรรมชาติ: ปรากฏการณ์ยามเที่ยงวัน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ถ้ำพระยานครทรงคุณค่าเหนתกาลเวลา คือปรากฏการณ์ทางแสงธรรมชาติที่ได้รับการรังสรรค์อย่างแม่นยำจากธรรมชาติ เมื่อเข็มนาฬิกาเดินเข้าสู่ช่วงสายปลายๆ แสงอาทิตย์จะเคลื่อนตัวทำมุมพอดีกับปล่องถ้ำขนาดยักษ์ที่ทะลุขึ้นสู่ท้องฟ้า ลำแสงสีทองบริสุทธิ์จะพุ่งตรงลงมาอาบไล้ตัวพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ให้โดดเด่นเรืองรองราวกับวัตถุมีค่าที่เปล่งประกายกลางความมืดมิดของโถงถ้ำ บรรยากาศในช่วงเวลานี้เงียบสงบและเต็มไปด้วยพลังทางจิตวิญญาณ จนผู้มาเยือนทุกคนต่างนิ่งงันราวกับต้องมนต์สะกด
ตำนานปฐมบทและการค้นพบโดยบังเอิญ
นามของ ‘ถ้ำพระยานคร’ มีบันทึกเชื่อมโยงกับหน้าประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยเล่าขานกันว่าในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เจ้าพระยานคร (เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช) ได้นำเรือแล่นผ่านน่านน้ำแถบเขาสามร้อยยอดแล้วเผชิญกับพายุใหญ่โหมกระหน่ำจนไม่สามารถเดินทางต่อได้ จึงต้องนำเรือเข้าเทียบฝั่งหาดแหลมศาลาเพื่อหลبภัย ระหว่างที่พักแรมอยู่หลายวัน ขาดแคลนน้ำจืด จึงได้โปรดให้ขุดบ่อน้ำขึ้นเพื่อใช้สอย ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในนาม ‘บ่อพระยานคร’ การค้นพบครั้งนั้นได้เปิดประตูให้ถ้ำแห่งนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของนักสำรวจและพระมหากษัตริย์ในยุคต่อมา รวมถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่เคยเสด็จฯ เยือนถึงสองครั้ง
