เมื่อก้าวเท้าผ่านธรณีประตูโบกปูนเข้าสู่ความเงียบสงบภายในพระอุโบสถ ผนังโดยรอบไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่โอบล้อมพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ หากแต่ทำหน้าที่เสมือนคัมภีร์มีชีวิตที่เปิดกางออกด้วยสีฝุ่น ทองคำเปลว และปลายพู่กันอันประณีตบรรจงของช่างโบราณ สำหรับผู้เยี่ยมเยือนทั่วไป ภาพจิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้อาจปรากฏเป็นเพียงความวิจิตรอลังการตระการตาที่เต็มไปด้วยเรื่องราวพุทธศาสนา ทว่า หากเราลองหยุดยืนพินิจและทำความเข้าใจไวยากรณ์ทางศิลป์ที่ซ่อนอยู่ กำแพงสีหม่นตามกาลเวลาก็พร้อมจะบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางข้ามภพชาติ มหากาพย์การต่อสู้ ไปจนถึงเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของผู้คนในอดีตที่ถูกบันทึกไว้ในมิติที่ลึกซึ้งกว่าหน้าประวัติศาสตร์กระแสหลัก
การเสพงานศิลปะบนผนังอารามหลวงให้เข้าถึงแก่นนั้น จำเป็นต้องอาศัย ‘กุญแจ’ ในการถอดรหัส ทั้งการทำความเข้าใจเส้นแบ่งพื้นที่อันเป็นเอกลักษณ์ การลำดับเรื่องราวจากซ้ายไปขวาตามสายตาที่เคลื่อนผ่าน และการสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่จิตรกรสอดแทรกไว้ด้วยอารมณ์ขัน สิ่งเหล่านี้คือมรดกภูมิปัญญาที่สะท้อนว่าจิตรกรรมไทยไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่กรอบคติความเชื่ออันเคร่งครัด หากแต่ยังมีชีวิตชีวา มีลมหายใจ และเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตสามัญชนอย่างแนบเนียน
เส้นสินเทาและภาษาภาพ: ไวยากรณ์แห่งการแบ่งฉากและลำดับเวลา
ในงานจิตรกรรมไทยประเพณี ช่างโบราณไม่ได้ใช้กฎเกณฑ์ทัศนวิทยาแบบเส้นขนาน (Parallel Perspective) หรือจุดรวมสายตา (Perspective) แบบตะวันตก แต่ใช้การจัดวางองค์ประกอบแบบซ้อนชั้นแบนราบ (2 มิติ) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถมองเห็นเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นพร้อมกันได้ หัวใจสำคัญของการคั่นเรื่องราวบนผนังผืนใหญ่คือ ‘เส้นสินเทา’ ซึ่งมักเขียนเป็นเส้นหยักคล้ายยอดเขา เส้นโค้ง หรือริ้วลายธรรมชาติ เส้นเหล่านี้ทำหน้าที่ราวกับบทเพลงที่เว้นวรรคจังหวะ ช่วยแบ่งแยกฉากเหตุการณ์ สถานที่ หรือกาลเวลาออกจากกันอย่างเป็นระเบียบ โดยไม่ต้องใช้กรอบสี่เหลี่ยมแข็งกระด้าง
การเดินชมภาพจิตรกรรมจึงเป็นการเดินทางข้ามเวลาไปพร้อมกับการเคลื่อนไหวของสายตา เมื่อเรากวาดสายตาจากซ้ายไปขวาตามผนังอุโบสถ เรื่องราวในชาดกแต่ละชาติจะค่อยๆ คลี่ คลายออก เหตุการณ์สำคัญอย่างการบำเพ็ญทานบารมีของพระโพธิสัตว์ การผจญมาร หรือฉากท้องพระโรงอันโอ่อ่า จะถูกเรียงร้อยต่อเนื่องกันไปโดยมีฉากธรรมชาติ ทิวเขา หรือป่าหิมพานต์ทำหน้าที่เชื่อมโยงความรู้สึกให้อารมณ์ของภาพไหลลื่นไปตามศรัทธาของผู้สร้าง
จากทศชาติชาดกสู่วรรณคดีไทย: คัมภีร์ภาพบนผนังอาราม
เมื่อวิเคราะห์โครงสร้างเนื้อหา ผนังด้านในของพระอุโบสถส่วนใหญ่จะมีผังการเล่าเรื่องที่ชัดเจน ผนังด้านหน้าพระประธานมักเป็นภาพมารวิชัยหรือไตรภูมิโลกสัณฐาน ขณะที่ผนังด้านยาวทั้งสองฝั่งนิยมเขียนเรื่องราว ‘ทศชาติชาดก’ อันว่าด้วยการบำเพ็ญบารมี 10 ชาติสุดท้ายของพระพุทธเจ้าก่อนจะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น เตมิยชาดก มหาชนกชาดก หรือเวสสันดรชาดก ซึ่งแต่ละกัณฑ์จะสะท้อนความเพียร ความเสียสละ และปัญญาญาณที่แตกต่างกันออกไป
ไม่เพียงแต่เรื่องราวในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ในยุคทองแห่งศิลปะรัตนโกสินทร์ เช่น ในสมัยรัชกาลที่ 3 จิตรกรหลวงยังนิยมขยายขอบเขตการเล่าเรื่องไปยังวรรณคดีไทย วรรณคดีนิทานพื้นบ้าน และปัญญาสชาดก บริเวณบานแผละหน้าต่างหรือประตูวัดสำคัญอย่างวัดสุทัศนเทพวราราม จึงปรากฏภาพเรื่องสังข์ทอง ไกรทอง คาวี หรืออิเหนา แทรกอยู่เคียงคู่กับเรื่องราวทางศาสนา กลายเป็นการผสมผสานระหว่างคติธรรมและความบันเทิงของสังคมสยามในอดีตไว้อย่างกลมกลืน
ภาพกาก: เสียงหัวเราะและบันทึกทางมานุษยวิทยาที่ซ่อนอยู่
ท่าความอลังการของเหล่าเทพ เทวดา กษัตริย์ และอสูรผู้ทรงเครื่องอันวิจิตรตระการตา หากผู้เยี่ยมชมลองใช้แว่นขยายหรือกวาดสายตาสำรวจตามซอกมุมอับของภาพ เช่น พุ่มไม้ เชิงเขา หรือริมฝั่งน้ำ จะพบกับตัวละครกลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่า ‘ภาพกาก’ คำว่า ‘กาก’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความไร้ค่า แต่เป็นศัพท์ช่างโบราณที่ใช้เรียกตัวประกอบสามัญชน คนรับใช้ ชาวต่างชาติ พ่อค้าแม่ขาย หรือสัตว์เลี้ยง ที่จิตรกรใส่คาแรคเตอร์และอิริยาบถอันเป็นอิสระหลุดจากกรอบขนบ
ภาพกากเหล่านี้เปรียบเสมือนบันทึกหน้าประวัติศาสตร์สังคมสยามที่มีชีวิตชีวาที่สุด เราจะได้เห็นภาพชาวบ้านกำลังตั้งวงกินเหล้าเมามาย ทะเลาะวิวาทกันริมคลอง หญิงสาวกำลังแต่งตัวอุ้มลูกด้วยท่าทีขบขัน ทหารต่างชาติในเครื่องแต่งกายแปลกตา หรือแม้แต่เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายในตลาด ช่างโบราณสอดแทรกมุกตลกพื้นบ้าน (Slapstick) เหล่านี้ลงไปเพื่อคลายความเคร่งขรึมของเรื่องราวทางศาสนา พร้อมกับทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนวิถีชีวิต วัฒนธรรมการแต่งกาย และอารมณ์ขันของคนไทยในยุคสมัยนั้นได้อย่างซื่อตรงและทรงคุณค่า
