ท่ามกลางผืนป่าเขียวขจีและสายหมอกบางเบาแห่งหุบเขา Trashiyangtse ภูฏานตะวันออก ดินแดนที่กาลเวลาดูราวกับเดินช้าลง ซ่อนไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมสีขาวบริสุทธิ์อันโดดเด่นสะดุดตา โชเตน โครา (Chorten Kora) ไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานโบราณที่ตั้งตระหง่านท้าทายกาลเวลามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 หากแต่เป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณและสะพานเชื่อมร้อยความศรัทธาของผู้คนสองฟากฝั่งพรมแดนระหว่างภูฏานและอินเดียเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น
เมื่อแสงแรกแห่งวันสาดส่องกระทบองค์สถูปทรงระฆังคว่ำที่จำลองเค้าโครงมาจากมหาสถูป Boudhanath อันลือลือชื่อแห่งเนปาล เสียงสวดมนต์แผ่วเบาและกลิ่นธูปหอมกรุ่นก็ลอยล่องไปกับสายลมภูเขา ที่นี่คือหมุดหมายอันลึกล้ำที่นักเดินทางผู้หลงใหลในพุทธศาสนาวัชรยานและวัฒนธรรมอันบริสุทธิ์ต่างปรารถนาจะมาเยือนสักครั้ง เพื่อสัมผัสร่องรอยประวัติศาสตร์ ตำนานลี้ลับ และความงามอันเปี่ยมด้วยพลังศรัทธาที่ยังคงมีชีวิตชีวา
รากเหง้าประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมจำลองจากเนปาล
โชเตน โครา ถูกสร้างขึ้นราวปี ค.ศ. 1740 และแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1745 ภายใต้การริเริ่มของ ลามะ งาวัง โลดาย เพื่ออุทิศเป็นส่วนบุญกุศลและปัดเป่าวิญญาณร้ายที่สิงสถิตอยู่ ณ หุบเขานี้ ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ โครงสร้างของสถูปได้รับแรงบันดาลใจและถอดแบบมาจากสถูป Boudhanath ในกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ซึ่งถือเป็นความหาได้ยากยิ่งในภูฏานที่ส่วนใหญ่สถูปมักสร้างตามแบบฉบับทิเบตดั้งเดิม (Chorten แบบภูฏานทั่วไป)
ตัวองค์สถูปสีขาวสะอาดตาตั้งอยู่บนฐานทรงเหลี่ยมซ้อนกันหลายชั้น มีระเบียงทางเดินสำหรับการเวียนเทียนรอบองค์สถูป ด้านบนประดับด้วยดวงตาแห่งปัญญา (Wisdom Eyes) ที่วาดไว้ทั้งสี่ทิศทาง สื่อถึงการมองเห็นและการรู้แจ้งในสัจธรรมสากลของพระพุทธเจ้า องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงทักษะงานช่างอันประณีตบรรจงในอดีต แต่ยังแสดงถึงสายสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาที่ข้ามพรมแดนภูเขาอันสูงชันได้อย่างน่าอัศจรรย์
ตำนานเทพธิดาและพลังศรัทธาแห่งหุบเขา Trashiyangtse
เบื้องหลังความงดงามของสถูปแห่งนี้คือตำนานพื้นบ้านที่เล่าขานกันปากต่อปากอย่างน่าทึ่ง ตำนานกล่าวว่า ณ สถานที่แห่งนี้เคยมีปีศาจร้ายสร้างความหวาดกลัวให้แก่คนในท้องถิ่น ลามะผู้สร้างจึงได้ใช้วิธีทางธรรมะเกลี้ยกล่อม โดยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าหญิงองค์หนึ่ง (หรือเทพธิดา Dakini) ยอมเสียสละตนเองเข้าไปอยู่ในองค์สถูปเพื่อผนึกกำลังและปราบปรามนายพรานหรือปีศาจให้อยู่ในความสงบ
ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านจึงเชื่อว่าการเดินเวียนเทียนรอบโชเตน โครา คือการสะสมบุญอันยิ่งใหญ่ และเป็นการแสดงความเคารพต่อดวงวิญญาณผู้ปกปักษ์รักษาผืนแผ่นดินนี้ บรรยากาศยามเย็นเมื่อแสงสีทองอาบไล้ตัวสถูปสีขาวตัดกับฉากหลังที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน จึงอบอวลไปด้วยความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และสงบสงัดอย่างแท้จริง
เทศกาล Dakpa Kora และ Drukpa Kora: สะพานเชื่อมวัฒนธรรมสองแผ่นดิน
ทุกๆ ปีในช่วงเดือนแรกตามปฏิทินจันทรคติของภูฏาน (ราวเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม) โชเตน โครา จะมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งด้วยงานเทศกาลเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ที่เรียกว่า ‘Drukpa Kora’ และ ‘Dakpa Kora’ ซึ่งถือเป็นงานบุญประเพณีที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูฏานตะวันออก
ความพิเศษที่ทำให้เทศกาลนี้แตกต่างจากที่อื่นคือ การเดินทางมาร่วมงานของผู้แสวงบุญชาวอินเดีย โดยเฉพาะกลุ่มชนเผ่า Monpa จากรัฐอรุณาจัลประเทศที่อยู่ติดกัน พวกเขาจะเดินเท้าข้ามภูเขามาหลายวันเพื่อเข้าร่วมพิธีเดินเวียนเทียนรอบโชเตน โคราเคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวภูฏาน ภาพของผู้คนในชุดประจำชาติหลากสีสันที่เดินวนรอบสถูปอย่างพร้อมเพรียงภายใต้แสงเทียนระยิบระยับยามค่ำคืน กลายเป็นภาพสะท้อนอันทรงพลังของสันติภาพ ความศรัทธา และมิตรภาพไร้พรมแดนที่หาชมได้ยากยิ่งในโลกยุคปัจจุบัน
