เมื่อก้าวพ้นผ่านผืนป่าทึบและหุบเขาสลับซับซ้อนของภูฏานตะวันออก เสียงเคาะสิ่วเบาๆ และกลิ่นหอมจางๆ ของเนื้อไม้ธรรมชาติท่ามกลางสายหมอกจางเริ่มนำพาเราเข้าสู่เมืองทราชิยางต์เซ ดินแดนที่เวลาดูเหมือนจะเดินช้าลงเพื่อเปิดทางให้ภูมิปัญญาโบราณได้หายใจ ที่นี่ไม่ได้มีเพียงธรรมชาติอันบริสุทธิ์ หากแต่เป็นที่ตั้งของสถาบันศิลปหัตถกรรมทราชิยางต์เซ ซอริก ชูซุม (Trashiyangtse Institute of Zorig Chusum) ‘วิทยาลัยช่างศิลป์ที่มีชีวิต’ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวใจสำคัญในการหล่อเลี้ยงและสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของประเทศ
การเดินทางมาเยือนสถาบันแห่งนี้มอบประสบการณ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการเดินชมพิพิธภัณฑ์ทั่วไป เพราะทุกย่างก้าวคือการได้ร่วมเป็นสักขีพยานในลมหายใจของงานช่างฝีมือดั้งเดิม ภายใต้ร่มเงาของปรัชญาความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH) ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาอัตลักษณ์ทางจิตวิญญาณควบคู่ไปกับความเจริญทางใจ ที่นี่คือสถานที่ที่เยาวชนรุ่นใหม่ใช้เวลาแรมปีฝึกฝนทักษะความอดทนและสมาธิ เพื่อสืบทอดงานศิลปะ 13 แขนงอันเป็นรากเหง้าแห่งอารยธรรมภูฏานอย่างไม่รู้โรยรา
Zorig Chusum: รากเหง้าแห่งอัตลักษณ์และจิตวิญญาณภูฏาน
คำว่า ‘Zorig Chusum’ หมายถึงศิลปะและงานช่าง 13 แขนงดั้งเดิมที่ได้รับการจำแนกและสืบทอดต่อกันมาหลายศตวรรษในภูฏาน ประกอบด้วยงานวาดภาพ งานแกะสลักไม้ งานปั้นดินเผา งานหล่อโลหะ งานทอผ้า และงานฝีมือชั้นสูงอื่นๆ ศิลปะเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงอาชีพหรือทักษะทางช่างทั่วไป หากแต่เป็นภาษาทางจิตวิญญาณที่ใช้ถ่ายทอดคำสอนทางพุทธศาสนา ความเชื่อ และความงามอันบริสุทธิ์ของธรรมชาติ การฝึกฝนศิลปะเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนการบำเพ็ญเพียรทางจิตใจ ที่ต้องอาศัยทั้งความนิ่งของจิต ความแม่นยำของสายตา และความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อครูบาอาจารย์และธรรมชาติ
Shagzo และ Dappa: มรดกแห่งงานไม้กลึงชั้นสูงแห่งทราชิยางต์เซ
หากพูดถึงความโดดเด่นเฉพาะตัวของสถาบันแห่งทราชิยางต์เซ สิ่งที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ ‘Shagzo’ หรือศิลปะการกลึงไม้ ซึ่งเมืองนี้ถือเป็นศูนย์กลางที่เลื่องลือที่สุดในภูฏาน ชิ้นงานเอกอัคมหาสมบัติของที่นี่คือ ‘Dappa’ หรือชามไม้มีฝาปิดที่ทำจากปมไม้ธรรมชาติ ผ่านกระบวนการคัดสรรเนื้อไม้ ตากแห้ง และกลึงด้วยมืออย่างพิถีพิถันด้วยเครื่องมือดั้งเดิม ก่อนนำไปต้มและเคลือบด้วยยางไม้ธรรมชาติจนเกิดลวดลายลายไม้ที่สวยงามแปลกตา ชามไม้ Dappa ไม่เพียงแต่เป็นภาชนะในชีวิตประจำวันของชาวภูฏานระดับสูงในอดีตเท่านั้น แต่ยังเป็นงานหัตถศิลป์ชั้นสูงที่สะท้อนถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติโดยไม่ทำลายล้าง
เบื้องหลังห้องเรียนมีชีวิต: สมาธิ สัณฐาน และความเพียร
บรรยากาศภายในห้องเรียนของสถาบันอบอวลไปด้วยความเงียบสงบและจริงจัง นักศึกษาในชุดโก (Gho) และคีรา (Kira) นั่งล้อมวงอยู่หน้าโต๊ะทำงานหรือขาตั้งภาพ แสงธรรมชาติที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเผยให้เห็นละอองไม้และผงสีธรรมชาติลอยวนในอากาศ ด้านหนึ่งคือห้องเรียนวาดภาพพระบฎ (Thangka) ที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการฝึกฝนสัดส่วนและเส้นสายอันแม่นยำตามคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ถัดไปคือห้องแกะสลักไม้ที่เสียงสิ่วกระทบเนื้อไม้ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทุกสายตาเพ่งพินิจไปยังชิ้นงานตรงหน้า สะท้อนความมุ่งมั่นที่จะนำพาภูมิปัญญาบรรพบุรุษก้าวข้ามผ่านกาลเวลาไปสู่อนาคต
