ภูเขาโอโซเรซาน (Osorezan) ประเทศญี่ปุ่น
ข้อมูลการเดินทางlocation_onภูเขาโอโซเรซาน (Osorezan)

เจาะลึก ภูเขาโอโซเรซาน (Osorezan) ประตูสู่ปรโลกและดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอาโอโมริ | สัมผัสวิถีจิตวิญญาณและธรรมชาติสุด Unseen

โดย BRR Travel Curators | 3 นาทีในการอ่าน

เมื่อสายหมอกบางเบาลอยเคลียคลอผืนป่าสนบนคาบสมุทรชิโมคิตะอันเปลี่ยวเหงา กลิ่นอายฉุนจางของกกำมะถันก็ลอยมาแตะจมูก พร้อมเสียงกังหันลมกระดาษสีสดที่หมุนพลิ้วรับลมหนาว ที่นี่คือ ‘ภูเขาโอโซเรซาน’ (Osorezan) หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ภูเขาแห่งความน่าสะพรึงกลัว’ ดินแดนอันทรงความศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกขนานนามให้เป็นหนึ่งในสามภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของญี่ปุ่น เคียงคู่กับเขาโคยะและเขาฮิเอย์ ทว่าในความเงียบงันและรกร้างของผืนแผ่นดินภูเขาไฟแห่งนี้ กลับซ่อนร่องรอยแห่งศรัทธาอันลึกซึ้งที่เชื่อมโยงระหว่างโลกมนุษย์และดินแดนหลังความตายเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์

การเดินทางมาเยือนโอโซเรซานจึงไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวเชิงภูมิศาสตร์ หากแต่เป็นการก้าวข้ามผ่านประตูมิติทางจิตวิญญาณ ที่ซึ่งธรรมชาติอันดิบเถื่อนของหินภูเขาไฟสีเทาทะมึนตัดกับความงดงามเรืองรองของทะเลสาบสีมรกตเบื้องหน้า ความย้อนแย้งอันงดงามนี้สะท้อนสัจธรรมตามคติพุทธศาสนานิกายมหายานได้อย่างลึกซึ้ง ชวนให้นักเดินทางผู้แสวงหาความหมายได้หยุดนิ่งและพิจารณาถึงวัฏสงสารและคุณค่าของการมีชีวิตอยู่

มรดกพันปีแห่งวัดโบไดจิและการเดินทางสู่ขุนเขาศักดิ์สิทธิ์

ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 862 พระภิกษุเอ닌 (Jikaku Daishi) ผู้เรืองนามแห่งนิกายเทนได ได้รับนิมิตระหว่างจาริกแสวงบุญในประเทศจีนให้ค้นหาดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทางตอนเหนือสุดของเกาะฮอนชูเพื่อประดิษฐานพระยูรัย (Jizo Bosatsu) พระโพธิสัตว์ผู้ปกป้องดวงวิญญาณของเด็กและผู้ล่วงลับ พระองค์จึงได้บุกเบิกและสถาปนา ‘วัดโบไดจิ’ (Bodai-ji) ขึ้น ณ ปากปล่องภูเขาไฟดับสนิทแห่งนี้ ท่ามกลางยอดเขาทั้งแปดที่โอบล้อมราวกับกลีบดอกบัวสวรรค์

เมื่อผู้มาเยือนก้าวผ่านสะพานสีแดงสะท้อนผืนน้ำ ‘สะพานซุยริวบาชิ’ (Sanzu-no-Kawa Bridge) ซึ่งเปรียบเสมือนสะพานข้ามแม่น้ำแห่งความตายตามความเชื่อดั้งเดิม บรรยากาศรอบตัวจะเปลี่ยนผ่านสู่ความเวิ้งว้าง ไอระเหยจากใต้พิภพที่พวยพุ่งขึ้นตามรอยแตกของหิน พร้อมด้วยก้อนหินเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ โดยเหล่าผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก เพื่ออุทิศส่วนบุญให้แก่ดวงวิญญาณเด็กที่ล่วงลับก่อนวัยอันควร ภาพเหล่านี้สร้างความสะเทือนใจและตราตรึงในความรู้สึกของผู้พบเห็นอย่างมิรู้ลืม

สัจธรรมสองมิติ: จากหุบเขานรกสู่หาดสวรรค์แห่งทะเลสาบอุโซริ

ความน่าอัศจรรย์ใจของโอโซเรซานอยู่ที่ความต่างขั้วของภูมิทัศน์อย่างสิ้นเชิง ภายในบริเวณที่เรียกว่า ‘จิโกกุ เมกุริ’ หรือการเดินสำรวจนรกภูมิ เต็มไปด้วยพื้นทรายสีเทาหม่น หินภูเขาไฟขรุขระ และแอ่งน้ำเดือดพล่านคละคลุ้งด้วยกลิ่นกำมะถันฉุนจัด สีสันของที่นี่มีเพียงโทนสีเหลืองหม่นของกำมะถันและสีแดงจากร่องรอยสนิมเหล็ก ราวกับภาพวาดนรกภูมิในคัมภีร์โบราณ

ทว่าเมื่อเดินลัดเลาะพ้นแนวหุบเขานรกอันแห้งแล้งมาเพียงไม่กี่ก้าว ทัศนียภาพเบื้องหน้ากลับแปรเปลี่ยนเป็น ‘โกคุราคุฮามะ’ (Gokurakuhama) หรือหาดสวรรค์ หาดทรายสีขาวสะอาดตาตัดกับน้ำในทะเลสาบอุโซริโกะ (Usoriko Lake) ที่มีสีมรกตสดใสราวกับอัญมณี แม้ว่าน้ำในทะเลสาบจะมีฤทธิ์เป็นกรดสูงและมีแร่ธาตุเข้มข้นจนปลาไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ยกเว้นปลาสายพันธุ์พิเศษอย่าง อุโซริโกะ คุย (Usoriko-uba-uo) แต่ประกายระยิบระยับของผืนน้ำภายใต้แสงแดดอ่อนๆ ก็มอบความรู้สึกสงบ เยือกเย็น และเยียวยาจิตใจที่ว้าวุ่นให้กลับมาสงบนิ่งได้อย่างน่าประหลาด

พิธีกรรมลี้ลับและมนต์เสน่ห์แห่งอิตาโกะ (Itako)

โอโซเรซานยังคงรักษาวัฒนธรรมความเชื่อโบราณที่หาชมได้ยากยิ่งในญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน นั่นคือ ‘อิตาโกะ’ (Itako) หญิงตาบอดผู้ได้รับการฝึกฝนทางจิตวิญญาณอย่างเข้มข้น เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการอัญเชิญดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับมาพูดคุยกับญาติมิตร ในช่วงเทศกาลสำคัญอย่าง ‘โอซอนเทอิซะ’ (Osorezan Reitaisai) ในเดือนกรกฎาคม และเทศกาลฤดูใบไม้ร่วง เหล่าผู้คนจำนวนมากจะเดินทางมาต่อแถวรอคอยอย่างเงียบงัน เพื่อรับฟังเสียงและคำแนะนำจากผู้ที่จากไปผ่านน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของอิตาโกะ

แม้โลกสมัยใหม่จะก้าวไปไกลเพียงใด แต่เสียงสวดมนต์เบาๆ และการหมุนวนของกังหันลมสีแดงตามแรงลมที่พัดผ่านหลุมศพและรูปปั้นพระจิโซ ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมร้อยความอาลัยรักของมนุษย์เข้ากับนิรันดร์กาล สะท้อนภูมิปัญญาทางจิตวิญญาณที่สอนให้ผู้คนยอมรับความจริงแท้ของความตายและความพลัดพรากด้วยความเข้าใจ

รื่นรมย์ไอน้ำธรรมชาติกับการแช่ออนเซ็นศักดิ์สิทธิ์กลางวัดโบไดจิ

อีกหนึ่งประสบการณ์อันทรงคุณค่าที่ผู้มาเยือนโอโซเรซานไม่ควรพลาดคือ การได้สัมผัสความอบอุ่นจากบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยภายในเขตวัดโบไดจิมีโรงเรือนไม้เรียวกังขนาดเล็กที่เปิดให้นักแสวงบุญและนักท่องเที่ยวได้แช่ออนเซ็นฟรี น้ำแร่ที่นี่มีลักษณะเฉพาะตัวคือน้ำสีขาวขุ่นเข้มข้นด้วยแร่ธาตุซัลเฟอร์ ซึ่งเชื่อกันว่านอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยล้าจากการเดินทางแล้ว ยังเป็นการชำระล้างมลทินทั้งทางกายและจิตวิญญาณตามความเชื่อดั้งเดิม การได้นั่งแช่น้ำอุ่นๆ ท่ามกลางไอหมอกและบรรยากาศอันบริสุทธิ์ของขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นการปิดท้ายการเดินทางที่สมบูรณ์แบบและเปี่ยมด้วยความหมาย

travel_explore
Field Advisory

คำแนะนำสำหรับการเดินทางหน้างาน (Practical Travel Guide)

ภูเขาโอโซเรซานตั้งอยู่บนคาบสมุทรชิโมคิตะ จังหวัดอาโอโมริ เปิดให้บริการแก่ผู้เข้าชมเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วง (ประมาณพฤษภาคมถึงตุลาคมของทุกปี) เนื่องจากสภาพอากาศหนาวจัดและมีหิมะตกหนักในฤดูหนาว เวลาเปิดทำการทั่วไปคือ 06:00 - 18:00 น. การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะต้องนั่งรถไฟชินคันเซ็นมาลงที่สถานี Shin-Aomori หรือ Hachinohe ต่อด้วยรถไฟสาย JR Ominato Line ลงที่สถานี Shimokita แล้วจึงต่อรถบัส Shimokita Kotsu ไปยังภูเขาโอโซเรซาน (ใช้เวลาประมาณ 45 นาที) ข้อควรปฏิบัติคือการแต่งกายด้วยความสำรวม เนื่องจากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา และควรเตรียมเสื้อคลุมกันหนาวเนื่องจากอุณหภูมิบนยอดเขามักจะต่ำกว่าพื้นราบเสมอ
help_outline
Traveler Q&A

คำถามที่พบบ่อย (Frequently Asked Questions)

ภูเขาโอโซเรซานเปิดให้เข้าชมช่วงเดือนไหนบ้าง?expand_more
ภูเขาโอโซเรซานจะเปิดให้บริการแก่ผู้เข้าชมเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและใบไม้ร่วง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 ตุลาคมของทุกปี เนื่องจากในช่วงฤดูหนาวจะมีหิมะตกหนาแน่นและเส้นทางถูกปิดเพื่อความปลอดภัย
สามารถเดินทางไปภูเขาโอโซเรซานโดยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถบัสได้อย่างไร?expand_more
สามารถนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Shimokita บนคาบสมุทรชิโมคิตะ จากนั้นต่อรถประจำทาง Shimokita Kotsu มุ่งหน้าสู่ Osorezan ซึ่งมีให้บริการในช่วงฤดูท่องเที่ยว หากขับรถยนต์ส่วนตัวสามารถใช้ทางหลวงหมายเลข 279 และทางหลวงหมายเลข 4 หรือทางหลวงท้องถิ่นมุ่งสู่ใจกลางคาบสมุทร มีลานจอดรถให้บริการฟรีภายในบริเวณวัด
การแช่น้ำพุร้อน (Onsen) ที่วัดโบไดจิมีค่าใช้จ่ายหรือไม่?expand_more
โรงอาบน้ำพุร้อนภายในวัดโบไดจิเปิดให้บริการฟรีสำหรับผู้ที่ซื้อบัตรเข้าชมบริเวณวัดแล้ว โดยมีห้องแยกชาย-หญิงชัดเจน แต่อุปกรณ์อาบน้ำเช่นผ้าเช็ดตัวต้องเตรียมมาเอง และควรปฏิบัติตามกฎระเบียบค่านิยมในการแช่ออนเซ็นของญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัด