เมื่อสายหมอกบางเบาลอยเคลียคลอผืนป่าสนบนคาบสมุทรชิโมคิตะอันเปลี่ยวเหงา กลิ่นอายฉุนจางของกกำมะถันก็ลอยมาแตะจมูก พร้อมเสียงกังหันลมกระดาษสีสดที่หมุนพลิ้วรับลมหนาว ที่นี่คือ ‘ภูเขาโอโซเรซาน’ (Osorezan) หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ภูเขาแห่งความน่าสะพรึงกลัว’ ดินแดนอันทรงความศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกขนานนามให้เป็นหนึ่งในสามภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของญี่ปุ่น เคียงคู่กับเขาโคยะและเขาฮิเอย์ ทว่าในความเงียบงันและรกร้างของผืนแผ่นดินภูเขาไฟแห่งนี้ กลับซ่อนร่องรอยแห่งศรัทธาอันลึกซึ้งที่เชื่อมโยงระหว่างโลกมนุษย์และดินแดนหลังความตายเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์
การเดินทางมาเยือนโอโซเรซานจึงไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวเชิงภูมิศาสตร์ หากแต่เป็นการก้าวข้ามผ่านประตูมิติทางจิตวิญญาณ ที่ซึ่งธรรมชาติอันดิบเถื่อนของหินภูเขาไฟสีเทาทะมึนตัดกับความงดงามเรืองรองของทะเลสาบสีมรกตเบื้องหน้า ความย้อนแย้งอันงดงามนี้สะท้อนสัจธรรมตามคติพุทธศาสนานิกายมหายานได้อย่างลึกซึ้ง ชวนให้นักเดินทางผู้แสวงหาความหมายได้หยุดนิ่งและพิจารณาถึงวัฏสงสารและคุณค่าของการมีชีวิตอยู่
มรดกพันปีแห่งวัดโบไดจิและการเดินทางสู่ขุนเขาศักดิ์สิทธิ์
ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 862 พระภิกษุเอ닌 (Jikaku Daishi) ผู้เรืองนามแห่งนิกายเทนได ได้รับนิมิตระหว่างจาริกแสวงบุญในประเทศจีนให้ค้นหาดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทางตอนเหนือสุดของเกาะฮอนชูเพื่อประดิษฐานพระยูรัย (Jizo Bosatsu) พระโพธิสัตว์ผู้ปกป้องดวงวิญญาณของเด็กและผู้ล่วงลับ พระองค์จึงได้บุกเบิกและสถาปนา ‘วัดโบไดจิ’ (Bodai-ji) ขึ้น ณ ปากปล่องภูเขาไฟดับสนิทแห่งนี้ ท่ามกลางยอดเขาทั้งแปดที่โอบล้อมราวกับกลีบดอกบัวสวรรค์
เมื่อผู้มาเยือนก้าวผ่านสะพานสีแดงสะท้อนผืนน้ำ ‘สะพานซุยริวบาชิ’ (Sanzu-no-Kawa Bridge) ซึ่งเปรียบเสมือนสะพานข้ามแม่น้ำแห่งความตายตามความเชื่อดั้งเดิม บรรยากาศรอบตัวจะเปลี่ยนผ่านสู่ความเวิ้งว้าง ไอระเหยจากใต้พิภพที่พวยพุ่งขึ้นตามรอยแตกของหิน พร้อมด้วยก้อนหินเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ โดยเหล่าผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก เพื่ออุทิศส่วนบุญให้แก่ดวงวิญญาณเด็กที่ล่วงลับก่อนวัยอันควร ภาพเหล่านี้สร้างความสะเทือนใจและตราตรึงในความรู้สึกของผู้พบเห็นอย่างมิรู้ลืม
สัจธรรมสองมิติ: จากหุบเขานรกสู่หาดสวรรค์แห่งทะเลสาบอุโซริ
ความน่าอัศจรรย์ใจของโอโซเรซานอยู่ที่ความต่างขั้วของภูมิทัศน์อย่างสิ้นเชิง ภายในบริเวณที่เรียกว่า ‘จิโกกุ เมกุริ’ หรือการเดินสำรวจนรกภูมิ เต็มไปด้วยพื้นทรายสีเทาหม่น หินภูเขาไฟขรุขระ และแอ่งน้ำเดือดพล่านคละคลุ้งด้วยกลิ่นกำมะถันฉุนจัด สีสันของที่นี่มีเพียงโทนสีเหลืองหม่นของกำมะถันและสีแดงจากร่องรอยสนิมเหล็ก ราวกับภาพวาดนรกภูมิในคัมภีร์โบราณ
ทว่าเมื่อเดินลัดเลาะพ้นแนวหุบเขานรกอันแห้งแล้งมาเพียงไม่กี่ก้าว ทัศนียภาพเบื้องหน้ากลับแปรเปลี่ยนเป็น ‘โกคุราคุฮามะ’ (Gokurakuhama) หรือหาดสวรรค์ หาดทรายสีขาวสะอาดตาตัดกับน้ำในทะเลสาบอุโซริโกะ (Usoriko Lake) ที่มีสีมรกตสดใสราวกับอัญมณี แม้ว่าน้ำในทะเลสาบจะมีฤทธิ์เป็นกรดสูงและมีแร่ธาตุเข้มข้นจนปลาไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ยกเว้นปลาสายพันธุ์พิเศษอย่าง อุโซริโกะ คุย (Usoriko-uba-uo) แต่ประกายระยิบระยับของผืนน้ำภายใต้แสงแดดอ่อนๆ ก็มอบความรู้สึกสงบ เยือกเย็น และเยียวยาจิตใจที่ว้าวุ่นให้กลับมาสงบนิ่งได้อย่างน่าประหลาด
พิธีกรรมลี้ลับและมนต์เสน่ห์แห่งอิตาโกะ (Itako)
โอโซเรซานยังคงรักษาวัฒนธรรมความเชื่อโบราณที่หาชมได้ยากยิ่งในญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน นั่นคือ ‘อิตาโกะ’ (Itako) หญิงตาบอดผู้ได้รับการฝึกฝนทางจิตวิญญาณอย่างเข้มข้น เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการอัญเชิญดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับมาพูดคุยกับญาติมิตร ในช่วงเทศกาลสำคัญอย่าง ‘โอซอนเทอิซะ’ (Osorezan Reitaisai) ในเดือนกรกฎาคม และเทศกาลฤดูใบไม้ร่วง เหล่าผู้คนจำนวนมากจะเดินทางมาต่อแถวรอคอยอย่างเงียบงัน เพื่อรับฟังเสียงและคำแนะนำจากผู้ที่จากไปผ่านน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของอิตาโกะ
แม้โลกสมัยใหม่จะก้าวไปไกลเพียงใด แต่เสียงสวดมนต์เบาๆ และการหมุนวนของกังหันลมสีแดงตามแรงลมที่พัดผ่านหลุมศพและรูปปั้นพระจิโซ ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมร้อยความอาลัยรักของมนุษย์เข้ากับนิรันดร์กาล สะท้อนภูมิปัญญาทางจิตวิญญาณที่สอนให้ผู้คนยอมรับความจริงแท้ของความตายและความพลัดพรากด้วยความเข้าใจ
รื่นรมย์ไอน้ำธรรมชาติกับการแช่ออนเซ็นศักดิ์สิทธิ์กลางวัดโบไดจิ
อีกหนึ่งประสบการณ์อันทรงคุณค่าที่ผู้มาเยือนโอโซเรซานไม่ควรพลาดคือ การได้สัมผัสความอบอุ่นจากบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยภายในเขตวัดโบไดจิมีโรงเรือนไม้เรียวกังขนาดเล็กที่เปิดให้นักแสวงบุญและนักท่องเที่ยวได้แช่ออนเซ็นฟรี น้ำแร่ที่นี่มีลักษณะเฉพาะตัวคือน้ำสีขาวขุ่นเข้มข้นด้วยแร่ธาตุซัลเฟอร์ ซึ่งเชื่อกันว่านอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยล้าจากการเดินทางแล้ว ยังเป็นการชำระล้างมลทินทั้งทางกายและจิตวิญญาณตามความเชื่อดั้งเดิม การได้นั่งแช่น้ำอุ่นๆ ท่ามกลางไอหมอกและบรรยากาศอันบริสุทธิ์ของขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นการปิดท้ายการเดินทางที่สมบูรณ์แบบและเปี่ยมด้วยความหมาย
