ปราสาทฮิโรชิม่า (Hiroshima Castle) ประเทศญี่ปุ่น
ข้อมูลการเดินทางlocation_onปราสาทฮิโรชิม่า (Hiroshima Castle)

เปิดตำนานปราสาทฮิโรชิม่า มรดกแห่งการฟื้นคืน ชื่นชมสถาปัตยกรรมไม้ ปราสาทริโจ และคู่มือท่องเที่ยวฉบับวงใน

โดย BRR Travel Curators | 3 นาทีในการอ่าน

เมื่อสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านผืนน้ำนิ่งสงบของคูเมืองฮิโรชิม่า เงาสะท้อนของสถาปัตยกรรมไม้สีดำสนิทตัดกับขอบฟ้าสีครามไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่บอกเล่าเรื่องราวในอดีต หากแต่เป็นประจักษ์พยานแห่งการลุกขึ้นยืนหยัดจากเถ้าถ่าน ปราสาทฮิโรชิม่า (Hiroshima Castle) หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ปราสาทริโจ’ (Rijo Castle) หรือปราสาทปลาคาร์พ มักถูกมองผ่านเลนส์แห่งความสูญเสียในหน้าประวัติศาสตร์สมัยใหม่ จนบดบังความจริงอันน่าทึ่งที่ว่า ที่นี่คือหนึ่งในตัวแทนอันทรงคุณค่าที่สุดของสถาปัตยกรรมปราสาทบนที่ราบ หรือ ‘Hirajiro’ (ฮิราจิโระ) ที่สร้างขึ้นด้วยวิสัยทัศน์อันลึกซึ้งของไดเมียว โมริ เทรุโมโตะ ในยุคเซนโกคุ

การเดินทางมาเยือนปราสาทแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเช็กอินเพื่อถ่ายภาพแลนด์มาร์ก แต่เป็นการเดินย้อนกาลเวลาผ่านกำแพงหินโบราณที่ยังคงเก็บรักษาร่องรอยทางประวัติศาสตร์อันเข้มข้นเอาไว้ แม้ตัวอาคารหลักในปัจจุบันจะเป็นงานบูรณะขึ้นใหม่ด้วยเทคนิคโบราณเพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม แต่จิตวิญญาณแห่งการฟื้นคืน (Resilience) ที่อบอวลอยู่ทุกอณูพื้นที่ ทำให้การก้าวเท้าเข้าสู่เขตคูเมืองชั้นในกลายเป็นประสบการณ์ทางปัญญาที่ทรงพลังและงดงามเกินบรรยาย

จากศูนย์กลางอำนาจยุคเซนโกคุ สู่สัญลักษณ์แห่ง ‘ปราสาทปลาคาร์พ’

เรื่องราวของปราสาทฮิโรชิม่าเริ่มต้นขึ้นในปลายศตวรรษที่ 16 เมื่อ โมริ เทรุโมโตะ (Mori Terumoto) พันธมิตรคนสำคัญของ โทโยทสึมิ ฮิเดโยชิ เล็งเห็นความสำคัญของทำเลที่ตั้งบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโอตะ (Ota River) ซึ่งอุดมสมบูรณ์และเอื้อต่อการคมนาคมและการค้า เขาจึงตัดสินใจสร้างป้อมปราการขนาดใหญ่แห่งนี้ขึ้น และขนานนามว่า ‘ริโจ’ (Rijo) ซึ่งแปลว่าปราสาทปลาคาร์พ ชื่อนี้ไม่ได้มาอย่างไร้ที่มา แต่มาจากสีของเกล็ดปลาคาร์พที่สะท้อนกับผิวน้ำในคูเมืองรอบปราสาท ประกอบกับความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำในบริเวณนั้น

ในยุคเซนโกคุ ปราสาทแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหารที่ทรงพลังที่สุดในภูมิภาคชูโกกุ (Chugoku region) ก่อนที่อำนาจจะเปลี่ยนมือไปยังตระกูลฟุกุชิมะ และต่อมาคือตระกูลอาซาโนะ ผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้ยาวนานจนถึงยุคเมจิ ความยิ่งใหญ่ของตัวปราสาทในอดีตสะท้อนผ่านโครงสร้างไม้ห้าชั้นที่สง่างาม ซึ่งแม้จะเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ ตัวอาคารก็ยังคงยืนหยัดเป็นหัวใจของเมืองฮิโรชิม่ามาทุกยุคทุกสมัย

สถาปัตยกรรมแบบ Hirajiro และร่องรอยหินดั้งเดิมที่รอดพ้นจากภัยพิบัติ

ในเชิงสถาปัตยกรรมศาสตร์ ปราสาทฮิโรชิม่ามีความโดดเด่นในฐานะตัวแทนของ ‘Hirajiro’ (ปราสาทบนที่ราบ) ซึ่งแตกต่างจากปราสาทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่มักตั้งอยู่บนภูเขาสูงเพื่อความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ การตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มทำให้การออกแบบระบบป้องกันต้องพึ่งพาคูเมือง (Moat) ถึงสามชั้นและการขุดคูน้ำเชื่อมต่อกับแม่น้ำธรรมชาติ เพื่อสร้างแนวป้องกันอันซับซ้อน

สิ่งที่น่าสะเทือนใจและน่าทึ่งไปพร้อมกันคือเหตุการณ์วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เมื่อระเบิดปรมาณูถูกทิ้งลงเหนือเมืองฮิโรชิม่า แรงระเบิดมหาศาลได้ทำลายตัวอาคารหลักของปราสาทซึ่งทำด้วยไม้จนราบคาบในพริบตา อย่างไรก็ดี กำแพงหินแกรนิตมหึมาและฐานรากบางส่วนที่สร้างขึ้นอย่างแน่นหนาตั้งแต่ยุคโบราณ รวมถึงต้นไม้โบราณรอบบริเวณ (เช่น ต้นยูคาลิปตัสและต้นวิลโลว์ที่ยังยืนต้นตายซากแต่ฟื้นตัวกลับมาได้) ยังคงหลงเหลืออยู่ ร่องรอยรอยร้าวและผิวหินที่เปลี่ยนสีจากความร้อนระดับสูงคือบันทึกประวัติศาสตร์กลางแจ้งที่ไม่มีหนังสือเล่มไหนเทียบเคียงได้ ตัวปราสาทปัจจุบันที่นักท่องเที่ยวเห็นในวันนี้ได้รับการสร้างขึ้นใหม่ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กภายนอกหุ้มด้วยไม้ตามแบบดั้งเดิมเมื่อปี ค.ศ. 1958 เพื่อทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เมือง

มิติทางจิตวิญญาณและพื้นที่รอบคูเมือง: ศาลเจ้าโกโคคุและสวนนิโนะมารุ

การซึมซับบรรยากาศของปราสาทฮิโรชิม่าให้ลึกซึ้ง จำเป็นต้องเดินทอดน่องสำรวจพื้นที่รอบนอก โดยเฉพาะ ‘ศาลเจ้าฮิโรชิม่า โกโคคุ’ (Hiroshima Gokoku Shrine) ที่ตั้งอยู่ภายในเขตกำแพงปราสาท ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศูนย์รวมจิตใจสำคัญของชาวเมืองในการระลึกถึงผู้เสียชีวิตจากสงคราม บรรยากาศภายในมีความสงบ ร่มรื่น และอบอวลด้วยกลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์ ทุกๆ ปีในช่วงปีใหม่ ศาลเจ้าแห่งนี้จะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มาประกอบพิธี ‘Hatsumode’ เพื่อขอพรให้ชีวิตมีความร่มเย็นเป็นสุข

ถัดมาคือบริเวณ ‘สวนนิโนะมารุ’ (Ninomaru) หรือเขตวงล้อมชั้นที่สอง ซึ่งได้รับการบูรณะอาคารประกอบรอบกำแพง (Tamamon-yagura และ Ninomaru-taikomenshu) ขึ้นมาใหม่ด้วยไม้สนฮิโนกิแท้ตามแบบดั้งเดิมอย่างไร้ที่ติ การเดินผ่านประตูไม้โบราณเหล่านี้ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในภาพยนตร์ย้อนยุค เสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้ขัดมันและกลิ่นหอมจางๆ ของเนื้อไม้ธรรมชาติช่วยสร้างประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเดินทางที่หลงใหลในรายละเอียด

travel_explore
Field Advisory

คำแนะนำสำหรับการเดินทางหน้างาน (Practical Travel Guide)

การเดินทาง: สามารถนั่งรถรางไฟฟ้า (Hiroden) สายเมืองฮิโรชิม่า ลงที่สถานี 'Kamiyacho-nishi' หรือ 'Kamiyacho-higashi' แล้วเดินต่ออีกประมาณ 10-15 นาทีผ่านย่านเมืองเก่า หรือนั่งรถบัสท่องเที่ยวปรับอากาศ Me-guru Loop Bus มาลงที่หน้าปราสาทโดยตรง ค่าเข้าชมและเวลาทำการ: พื้นที่สวนรอบนอกเปิดให้เข้าฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์ภายในปราสาทเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 09:00 - 18:00 น. (ช่วงฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน) และปิดเร็وขึ้นเล็กน้อยในช่วงฤดูหนาว มีค่าธรรมเนียมเข้าชมส่วนจัดแสดงภายในเล็กน้อย มารยาทและการแต่งกาย: เนื่องจากพื้นที่บางส่วนเป็นเขตศาลเจ้าและอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่สุภาพเรียบร้อย เหมาะแก่การเดินเท้าสำรวจบนพื้นกรวดและบันไดไม้โบราณ (ควรถอดรองเท้าเมื่อขึ้นชมส่วนจัดแสดงภายในอาคารหลัก)
help_outline
Traveler Q&A

คำถามที่พบบ่อย (Frequently Asked Questions)

ปราสาทฮิโรชิม่าคือปราสาทของจริงจากยุคโบราณหรือไม่?expand_more
ตัวอาคารหลัก (Tenshu) ในปัจจุบันเป็นงานสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1958 ด้วยโครงสร้างสมัยใหม่และตกแต่งภายนอกด้วยไม้ตามแบบดั้งเดิม เนื่องจากอาคารเดิมถูกทำลายจากเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูในปี ค.ศ. 1945 อย่างไรก็ตาม ฐานราก กำแพงหินแกรนิตโบราณ และคูเมืองรอบปราสาทบางส่วนยังคงเป็นของดั้งเดิมที่สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 16
ใช้เวลาในการเที่ยวชมปราสาทฮิโรชิม่าและบริเวณโดยรอบนานเท่าไหร่?expand_more
โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1.5 ถึง 2 ชั่วโมง ซึ่งครอบคลุมการเดินชมสวนนิโนะมารุ สักการะศาลเจ้าฮิโรชิม่า โกโคคุ และขึ้นชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ภายในตัวปราสาทหลัก หากต้องการเก็บบรรยากาศรอบคูเมืองอย่างละเอียด แนะนำให้เผื่อเวลาเพิ่มอีกราว 30 นาที
มีช่วงเวลาไหนของปีที่แนะนำเป็นพิเศษสำหรับการมาเยือนปราสาทฮิโรชิม่า?expand_more
ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน) เป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุดเนื่องจากซากุระรอบคูเมืองจะบานสะพรั่งตัดกับตัวปราสาทสีดำ ขณะที่ช่วงฤดูใบไม้ร่วง (เดือนพฤศจิกายน) ใบไม้เปลี่ยนสีทั่วทั้งสวนก็นับว่ามีความสวยงามและโรแมนติกไม่แพ้กัน