เบื้องหลังความเงียบสงบของระเบียบสังคมญี่ปุ่นและแสงสีแห่งมหานครทันสมัย ยังมีดินแดนรกร้างในหุบเขาและหมู่บ้านโบราณที่กาลเวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่ง ที่ซึ่ง ‘คิไซ’ (Kisai) หรือเทศกาลพิสดารและงานบุญนอกกระแสหลักยังคงสืบสานพลังดิบแห่งความเชื่อโบราณไว้อย่างเหนียวแน่น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมหรสพเพื่อความบันเทิง แต่คือพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงมนุษย์ เทพเจ้า และภูตผีปีศาจเข้าไว้ด้วยกันผ่านความกลัว ความศรัทธา และไฟอันลุกโชน
การเดินทางสู่โลกของเทศกาลแปลกในญี่ปุ่นจึงเปรียบเสมือนการเปิดประตูสู่อีกมิติหนึ่ง มิติที่ความเร้นลับของชินโตและพุทธศาสนานิกายดั้งเดิมหลอมรวมกัน จนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่นักเดินทางสายมานุษยวิทยาและผู้หลงใหลในความลึกซึ้งทางวัฒนธรรมปรารถนาจะได้มาสัมผัสด้วยตาตนเองสักครั้งในชีวิต ท่ามกลางเสียงกลองไทโกะที่กึกก้องและความหนقเหน็บของค่ำคืนบนแผ่นดินซามูไร
ความหมายแห่ง Kisai: เมื่อความเร้นลับกลายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว
ในขณะที่งานมัตสึริส่วนใหญ่เฉลิมฉลองความอุดมสมบูรณ์หรือฤดูกาลเก็บเกี่ยว เทศกาลแบบ ‘Kisai’ กลับดำดิ่งลงไปในรากเหง้าของความกลัวและความเคารพยำเกรงต่อธรรมชาติ คำว่าพิศดารในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความแปลกประหลาดอย่างไร้เหตุผล แต่หมายถึงพิธีกรรมที่อยู่นอกกรอบปรกติธรรมดา เป็นพื้นที่ที่กฎเกณฑ์ทางสังคมถูกละวางลงชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้ภูตผี วิญญาณบรรพบุรุษ และเทพเจ้าแห่งผืนป่าได้สื่อสารกับมนุษย์โดยตรง ผ่านหน้ากากอสูร เสียงคำราม และเปลวเพลิงที่แผดเผาความมืดมิด
Namahage แห่งอากิตะ: อสูรผู้มาเยือนเพื่อตื่นตัวจิตวิญญาณ
ท่ามกลางหิมะโปรยปรายหนาแน่นในคาบสมุทรโอชิกะ จังหวัดอากิตะ เสียงคำรามกึกก้องของ ‘นะมะฮาเกะ’ (Namahage) ชายฉกรรจ์ที่สวมหน้ากากอสูรหน้าตาดุร้ายและชุดฟางข้าว ก็ดังขึ้นเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายและตักเตือนสมาชิกในชุมชนให้มีความขยันหมั่นเพียร งาน Namahage Seddo Matsuri ที่จัดขึ้น ณ ศาลเจ้าชินโต เป็นภาพสะท้อนอันทรงพลังของความเชื่อที่ว่า ปีศาจมิใช่ตัวแทนแห่งความชั่วร้ายเสมอไป หากแต่เป็นผู้ตรวจตราศีลธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่ธรรมชาติส่งมาทดลองจิตใจมนุษย์
Kurama Fire Festival: มหาอัคคีแห่งเกียวโตที่ลุกโชนข้ามกาลเวลา
ที่หมู่บ้านคุรามะ ทางตอนเหนือของเกียวโต ทุกๆ ค่ำคืนของวันที่ 22 ตุลาคม ทางเดินแคบๆ หน้าศาลเจ้าซูกิเนะจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นทะเลเพลิงในพิธี Kurama Fire Festival (คุรามะโนะฮิมัตสึริ) ชาวบ้านในชุดโบราณจะแบกคบเพลิงขนาดยักษ์น้ำหนักนับร้อยกิโลกรัม พร้อมตะโกนคำว่า ‘Sairei, Sairei’ กึกก้องไปทั่วหุบเขา เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ. 1540 เมื่อเทพเจ้าถูกอัญเชิญลงมาสู่หมู่บ้านท่ามกลางความมืดมิด เสียงฝีเท้าและประกายไฟที่กระเด็นสะท้อนกับผนังบ้านเรือนโบราณสร้างบรรยากาศที่ทรงพลังและขลังจนแทบหยุดหายใจ
