หากลองก้าวข้ามภาพจำของประเทศญี่ปุ่นที่มีเพียงอารามไม้โบราณในเกียวโตหรือแสงนีออนละลานตาในโตเกียว แล้วมุ่งหน้าขึ้นสู่ทิศเหนือผ่านสายหมอกแห่งภูมิภาคโทโฮคุข้ามไปยังเกาะฮอกไกโด เราจะได้พบกับหน้าประวัติศาสตร์อีกหนึ่ผืนที่ถูกซ่อนไว้ใต้ร่มเงาของราชสำนักยามาโตะ (Yamato) นั่นคือเรื่องราวของกลุ่มชนดั้งเดิมผู้เคยครอบครองผืนป่า สายน้ำ และเทือกเขาอันหนาวเย็น ก่อนการเข้ามาของรัฐชาติสมัยใหม่
ประวัติศาสตร์ของชาว ‘เอมิชิ’ (Emishi) แห่งโทโฮคุ และชาว ‘ไอนุ’ (Ainu) แห่งฮอกไกโด ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าของชนกลุ่มน้อยที่อยู่ขอบนอกของแผนที่ หากแต่เป็นมหากาพย์แห่งการต่อสู้เพื่อปกป้องถิ่นฐาน อัตลักษณ์ทางจิตวิญญาณ และการปรับตัวท่ามกลางกระแสการขยายดินแดน ตั้งแต่มหายุทธการของนักรบหลังม้าในศตวรรษที่ 8 ไปจนถึงระบบศรัทธาต่อ ‘คามุย’ (Kamuy) หรือเทพเจ้าแห่งธรรมชาติของชาวไอนุ
การเดินทางตามรอยมรดกประวัติศาสตร์สายนี้ จึงเป็นการเปิดประตูสู่การเข้าใจรากเหง้าความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในหมู่เกาะญี่ปุ่น ทบทวนบทเรียนการกลืนกลายทางวัฒนธรรมในยุคปรับปรุงเมจิ และสัมผัสพลังแห่งการรื้อฟื้นฟื้นคืนชีวิตทางวัฒนธรรมในโลกร่วมสมัย ณ พิกัดสำคัญอย่างเมืองฮิไรซุมิและอุทยานไอนุแห่งชาติ Upopoy
สมรภูมิแห่งโทโฮคุ: ‘อาเตรุย’ และการต่อต้านของนักรบหลังม้าเอมิชิ
ในยุคนาราถึงต้นยุคเฮอัน (ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8) ดินแดนทางตอนเหนือของเกาะฮอนชูถูกมองว่าเป็น ‘ชายแดนเถื่อน’ สำหรับราชสำนักเกียวโต ดินแดนแถบนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเอมิชิ (Emishi) ชุมชนดั้งเดิมที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับป่าเขา มีความเชี่ยวชาญในการเลี้ยงม้า ยิงธนู และใช้วิธีการรบแบบกองหลุมซุ่มโจมตีอันคล่องตัว
เมื่อราชสำนักยามาโตะพยายามขยายอำนาจขึ้น北เพื่อยึดครองที่ดินและทรัพยากร ความขัดแย้งจึงบานปลายกลายเป็น ‘สงคราม 38 ปี’ (Thirty-Eight Years’ War) ท่ามกลางวิกฤตนี้ ผู้นำชนเผ่าเอมิชินามว่า อาเตรุย (Aterui) ได้รวบรวมพันธมิตรชนเผ่าเข้าต่อสู้และสามารถเอาชนะกองทัพหลวงของเกียวโตได้อย่างเด็ดขาดในยุทธการลุ่มแม่น้ำคิตาคามิ ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นทำให้ราชสำนักต้องแต่งตั้งแม่ทัพ ซาคาโนะอุเอะ โนะ ทามุรามะโระ (Sakanoue no Tamuramaro) ขึ้นเป็น ‘เซอิ ไทโชกุน’ (มีความหมายเดิมว่า มหาแม่ทัพผู้ปราบปรามคนเถื่อนทางบูรพา) เพื่อยกทัพใหญ่มาปราบปราม
แม้ในท้ายที่สุดในปี ค.ศ. 802 อาเตรุยจะยอมจำนนเพื่อปกป้องชีวิตของชาวบ้านในเผ่าจากการทำลายล้าง และถูกส่งตัวไปประหารชีวิตใกล้เมืองเกียวโต แต่ความกล้าหาญและจิตวิญญาณการรบหลังม้าของเอมิชิก็ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่อพัฒนาการของวิถีปืนและดาบของ ‘ซามูไร’ ในภูมิภาค東ตะวันออกของญี่ปุ่นในยุคต่อมา
มรดกแห่งฮิไรซุมิ: สันติภาพของตระกูลฟูจิวาระและการผสานรากเหง้า
ภายหลังการผนวกดินแดนโทโฮคุเข้ากับอำนาจส่วนกลาง สายเลือดและวัฒนธรรมของเอมิชิไม่ได้สูญหายไปโดยสิ้นเชิง หากแต่ปรับตัวและผสานเข้ากับโครงสร้างสังคมใหม่ ชัดเจนที่สุดในยุคของตระกูล โอชู ฟูจิวาระ (Oshu Fujiwara) ในศตวรรษที่ 12 ณ เมืองฮิไรซุมิ (Hiraizumi) จังหวัดอิวาเตะ
ฟูจิวาระ โนะ คิโยฮิระ (Fujiwara no Kiyohira) ผู้นำตระกูลรุ่นแรกซึ่งมีสายเลือดสืบทอดมาจากทั้งชาวเอมิชิดั้งเดิมและขุนนางเกียวโต ได้สถาปนาฮิไรซุมิให้กลายเป็นนครแห่งพุทธศาสนาและมรดกทางปัญญา คิโยฮิระสร้าง วัดจูซอนจิ (Chuson-ji) และวิหารทองคำ คอนจิโดะ (Konjiki-do) โดยมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ในการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตในสงครามทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นชาวเอมิชิหรือชาวทหารยามาโตะ
สถาปนาของฮิไรซุมิจึงเป็นสัญลักษณ์ของการรักษาสันติภาพและการสร้างมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่หลอมรวมความประณีตแบบราชสำนักเข้ากับจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของชนพื้นเมืองทางเหนือ จนได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากองค์การยูเนสโก
จักรวาลวิทยาแห่งไอนุ: วิถีชีวิต ศรัทธาต่อคามุย และการกลืนกลายยุคเมจิ
ข้ามช่องแคบทสึการุขึ้นสู่เกาะฮอกไกโด (ซึ่งในอดีตเรียกว่า เยโซะ หรือ Ezochi) คือถิ่นฐานของ ชาวไอนุ (Ainu) ชนพื้นเมืองที่มีระบบภาษา เอกลักษณ์ทางกายภาพ และวัฒนธรรมแยกย่อยเป็นเอกเทศจากชาวเอมิชิและชาวยามาโตะ
จักรวาลทัศน์ของชาวไอนุหมุนรอบความเชื่อเรื่อง คามุย (Kamuy) หรือจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นหมี (Kim-un Kamuy) นกเค้าแมว (Kotan-kor Kamuy) แม่น้ำ ต้นไม้ หรือแม้กระทั่งเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ชาวไอนุอาศัยอยู่ในหมู่บ้านขนานแม่น้ำหรือชายฝั่งเรียกว่า โคทัน (Kotan) ดำรงชีวิตด้วยการจับปลาแซลมอน ล่าสัตว์ และเก็บของป่าอย่างยั่งยืน
จุดเปลี่ยนอันน่าสะเทือนใจเกิดขึ้นในยุคปฏิรูปเมจิ (ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19) เมื่อรัฐบาล central ดำเนินนโยบายขยายดินแดน เร่งบุกเบิกฮอกไกโดเพื่อความมั่นคงและเศรษฐกิจ รัฐบาลประกาศใช้กฎหมายจัดการที่ดิน ซึ่งส่งผลให้ชาวไอนุสูญเสียสิทธิ์ในที่ดินบรรพบุรุษ ถูกห้ามประกอบพิธีกรรมดั้งเดิม ห้ามสักลายริมฝีปากในสตรี และบังคับให้เปลี่ยนมาใช้ภาษาญี่ปุ่นและชื่อแบบยามาโตะ นโยบายการกลืนกลายนี้ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อการสืบทอดภาษาและวัฒนธรรมไอนุยาวนานนับร้อยปี
Upopoy และการรื้อฟื้นลมหายใจแห่งมรดกชนพื้นเมือง
หลังจากผ่านพ้นยุคสมัยแห่งการถูกละเลยและหลงลืม สังคมญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 21 ได้หันกลับมาทบทวนและเยียวยาบาดแผลทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม ในปี ค.ศ. 2019 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตรากฎหมายรับรองชาวไอนุเป็น ‘ชนพื้นเมือง’ (Indigenous People) ของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ
หมุดหมายสำคัญของการฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมคือการเปิดตัว Upopoy (National Ainu Museum and Park) ณ เมืองชิราโออิ (Shiraoi) จังหวัดฮอกไกโด ในปี ค.ศ. 2020 คำว่า ‘Upopoy’ ในภาษาไอนุมีความหมายว่า “การร่วมร้องเพลงด้วยกันของคนกลุ่มใหญ่”
พื้นที่ Upopoy ตั้งอยู่ริมบึงโพโรโตะ (Lake Poroto) เป็นสถานที่รวมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติไอนุแห่งแรกของประเทศ ภายในประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุ สิ่งทอแกะสลักลวดลายลอยน์ (Kaparamip) การจำลองบ้านเรือนในหมู่บ้านโคทันดั้งเดิม และโรงละครจัดแสดงดนตรีการเต้นรำพื้นเมืองไอนุ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโก พื้นที่แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงสถานที่จัดแสดง แต่เป็นศูนย์กลางแห่งความภาคภูมิใจและลมหายใจที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
