ท่ามกลางสายหมอกยามเช้าที่ปกคลุมทิวสนซีดาร์ยักษ์บนยอดเขาโคยา เสียงระฆังหินดังสะท้อนแว่วผ่านซุ้มประตูไม้โบราณ บรรยากาศอันสงบเงียบนี้คือจุดเริ่มต้นของเดินทางย้อนเวลาเพื่อตามรอยรากฐานทางจิตวิญญาณที่เกื้อหนุนอารยธรรมญี่ปุ่นมากว่าพันปี พุทธศาสนาที่เดินทางมาจากดินแดนอินเดียผ่านจีนเข้าสู่อาร์คิเพลาโกแห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ศาสนาในเชิงพิธีกรรม หากแต่ได้รับปรับเปลี่ยน ผสานกลมกลืนกับความเชื่อท้องถิ่นดั้งเดิม จนก่อรูปเป็นนิกายสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่อความคิด ศิลปะ สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตของผู้คนอย่างลึกซึ้ง
การเข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างถ่องแท้จึงไม่อาจแยกขาดจากการร้อยเรียงประวัติศาสตร์ของ 4 นิกายหลัก ได้แก่ ชินงอน (Shingon), เทนได (Tendai), เซน (Zen), และ โจโดหรือสุขาวดี (Jodo / Pure Land) ตั้งแต่นับตั้งแต่ยุคเฮอัน (Heian Period) ที่พระมหาเถระระดับตำนานเดินข้ามมหาสมุทรไปแสวงหาธรรมะ จนถึงยุคคามาคุระ (Kamakura Period) ที่พุทธศาสนาแผ่ขยายจากราชสำนักสู่วิถีของซามูไรและสามัญชน
การเดินทางตามรอยอารามและขุนเขาศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ จึงไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ หากคือการสัมผัสประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ (Spiritual Pilgrimage) ที่เปิดโอกาสให้เราได้สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และความเงียบสงบอันเป็นแก่นแท้ของปรัชญาตะวันออก
ชินงอนและเทนได: สองขุนเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งลัทธิมิลตรยานในยุคเฮอัน
ในช่วงต้นของยุคเฮอัน (คริสต์ศตวรรษที่ 9) พระภิกษุหนุ่มสองรูปได้เดินทางไปศึกษาพุทธศาสนา ณ ประเทศราชวงศ์ถังของจีน ก่อนจะนำคำสอนอันล้ำลึกกลับมาเปลี่ยนโฉมหน้าความเชื่อในญี่ปุ่น พระมหาเถระทั้งสองคือ พระไซโจ (Saichō) ผู้ก่อตั้งนิกายเทนได และ พระคูไค (Kūkai) หรือพระโคโบ ไดชิ ผู้ก่อตั้งนิกายชินงอน
นิกายเทนได (Tendai) ปลูกรากฐานลงบน เขาฮิเอ (Mount Hiei) ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกียวโต โดยมี อารามเอนเรียคุจิ (Enryaku-ji) เป็นศูนย์กลาง พระไซโจประสมประสานคำสอนหลายแขนง โดยชูสัทธรรมปุณฑรีกสูตร (Lotus Sutra) เป็นธรรมะสูงสุด ขุนเขาฮิเอกลายเป็นสำนักศึกษาสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในยุคกลาง และได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘แม่พิมพ์แห่งพุทธศาสนาญี่ปุ่น’ เนื่องจากมหาเถระยุคต่อมาส่วนใหญ่ล้วนบวชและเรียนรู้จากขุนเขาแห่งนี้
ในขณะเดียวกัน นิกายชินงอน (Shingon) ได้สถาปนามหาพุทธสถานบน เขาโคยาซัง (Koyasan) ในจังหวัดวากายามะ พระคูไคนำเอาคำสอนมิลตรยานลึกลับ (Esoteric Buddhism) ซึ่งเน้นการฝึกปฏิบัติผ่าน กาย วาจา และใจ (สามความลับ: Sanmitsu) เช่น การทำมุทรา การสวดมนตรา และการเพ่งมณฑล หัวใจของชินงอนคือความเชื่อที่ว่า มนุษย์สามารถบรรลุความเป็นพุทธะได้ในเรือนร่างปัจจุบัน (Sokushin Jōbutsu) ที่สุสานโอคุโนอิน (Okunoin) บนเขาโคยาซัง เชื่อกันว่าพระคูไคยังคงสถิตอยู่ในมหาการเข้าสมาธินิรันดร์เพื่อสวดมนต์อวยพรแก่สรรพสัตว์
ความเงียบอันล้ำลึกของเซน: สมาธิ สวนหิน และจิตวิญญาณซามูไร
เมื่ออำนาจการปกครองเปลี่ยนผ่านจากชนชั้นขุนนางในเกียวโตสู่ชนชั้นนักรบซามูไรในยุคคามาคุระ (คริสต์ศตวรรษที่ 12–13) พุทธศาสนา นิกายเซน (Zen) ได้กลายเป็นเสาหลักทางจิตวิญญาณแห่งใหม่ เซนให้ความสำคัญกับการฝึกจิตและรับรู้สัจธรรมโดยตรงผ่าน การนั่งสมาธิ (Zazen) โดยไม่ยึดติดกับตำราหรือคัมภีร์
นิกายเซนในญี่ปุ่นแบ่งเป็นสองสายหลัก คือ สายรินไซ (Rinzai) นำเข้ามาโดยพระเอไซ (Eisai) ซึ่งเน้นการใช้ปริศนาธรรม (Koan) เพื่อกระตุ้นให้จิตตื่นรู้อย่างฉับพลัน สายนี้ได้รับการอุปถัมภ์อย่างสูงจากชนชั้นซามูไรเนื่องจากฝึกฝนวินัย สมาธิ และความเด็ดเดี่ยวในความตาย ส่วน สายโซโต (Sōtō) นำเข้ามาโดยพระโดเกน (Dōgen) เน้นการนั่งสมาธิเพียงอย่างเดียว (Shikantaza) ด้วยจิตที่ปล่อยวาง
อิทธิพลของเซนไม่ได้หยุดอยู่เพียงในอาราม แต่ได้หล่อหลอมปรัชญาศิลปะของญี่ปุ่นอย่างรากฐาน สวนหินแห้ง หรือ คาเรซันซุย (Karesansui) เช่นที่วัดเรียวอันจิ (Ryoan-ji) ในเกียวโต คือภาพสะท้อนของการย่อจักรวาลและธรรมชาติอันว่างเปล่าลงในความเงียบ รวมถึงพิธีชงชา (Chado) ที่ยกย่องความงามในความเรียบง่ายและไม่สมบูรณ์แบบ (Wabi-Sabi)
สุขาวดีวิถี: ความศรัทธาต่อพระอมิตาภพุทธะ และการเข้าถึงของสามัญชน
หากชินงอนและเซนต้องการการฝึกฝนจิตอย่างเคร่งครัด นิกายสุขาวดี (Jodo & Jodo Shinshu) คือประตูธรรมที่เปิดกว้างสำหรับสามัญชนทุกคน ในช่วงเวลาแห่งสงครามและภัยธรรมชาติในยุคคามาคุระ ผู้คนต่างแสวงหาที่พึ่งทางใจที่เข้าถึงได้ง่าย
พระโฮเนน (Hōnen) ผู้ก่อตั้งนิกายโจโด (Jōdo-shū) และพระชินรัน (Shinran) ศิษย์ของท่าน ได้สั่งสอนว่า มนุษย์ในยุคเสื่อมไม่จำเป็นต้องบำเพ็ญตบะอันยุ่งยาก เพียงแค่มีความศรัทธาบริสุทธิ์และสวดภาวนาพระนามพระอมิตาภพุทธะว่า ‘นัมมุ อามิดะ บุทสึ’ (Nembutsu) ก็สามารถไปบังเกิดในดินแดนสุขาวดีอันเป็นทิพย์ได้
ความเชื่อเรื่องพระอมิตาภพุทธะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดมหาพุทธศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เช่น มหาพุทธรูปแห่งคามาคุระ (Kamakura Daibutsu) ณ วัดโคโตกุอิน องค์พระปฏิมาทองสัมฤทธิ์ประทับกลางแจ้งอย่างเกรงขาม และ วัดเบียวโดอิน (Byodoin) ในเมืองอูจิ ซึ่งออกแบบอาคารโฮโอโด (Phoenix Hall) ให้จำลองสถาปัตยกรรมแห่งวิมานสุขาวดีบนโลกมนุษย์
มรดกทางสถาปัตยกรรมและบรรยากาศแห่งมหาพุทธสถาน
เสน่ห์ของการเดินทางตามรอย 4 นิกายพุทธศาสนาในญี่ปุ่น คือการได้สัมผัสบรรยากาศทางกายภาพและจิตวิญญาณที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละพื้นที่
- เขาโคยาซัง (Koyasan): เมืองอารามบนที่ราบสูง ห้อมล้อมด้วยป่าสนโบราณ มีวิหาร ดันโจ การัน (Danjo Garan) มหาเจดีย์สีส้มชาดอันเป็นศูนย์กลางมณฑลชินงอน และสุสานโอคุโนอินที่มีสถูปโบราณกว่า 200,000 แห่งใต้ร่มไม้
- เขาฮิเอ (Mount Hiei): ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง มองเห็นทัศนียภาพของทะเลสาบบิวะ อารามเอนเรียคุจิแบ่งเป็นสามเขตหลัก (To-do, Sai-do, Yokawa) แฝงตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสงบเย็น
- อารามเซนในเกียวโตและคามาคุระ: วัดเคนโชจิ (Kenchō-ji) ในคามาคุระ หรือวัดเค็นนินจิ (Kennin-ji) และวัดโทฟุคุจิ (Tōfuku-ji) ในเกียวโต โดดเด่นด้วยวิหารไม้ขนาดใหญ่ สวนหิน คลื่นทราย และสะพานไม้ชมใบไม้เปลี่ยนสี
- อารามสุขาวดี: เน้นความโอ่อ่าอ่อนช้อยของรูปเคารพพระอมิตาภพุทธะประธานในวิหารไม้ สะท้อนความปราศจากกังวลและความเมตตาอันไร้ขอบเขต
