ปราสาทนิโจ (Nijo Castle) ประเทศญี่ปุ่น
ข้อมูลการเดินทางlocation_onปราสาทนิโจ (Nijo Castle)

ถอดรหัสปราสาทนิโจ (Nijo Castle) มรดกโลกเกียวโต: ตำนานพื้นไนติงเกล ศิลปะระดับโชกุน และคู่มือชมฉบับพรีเมียม

โดย BRR Travel Curators | 3 นาทีในการอ่าน

เมื่อก้าวผ่านประตูคารามงอันวิจิตรตระการตาเข้าสู่เขตกำแพงหินและคูเมืองอันเงียบสงบของปราสาทนิโจ (Nijo Castle) เราไม่ได้กำลังเดินอยู่เพียงแค่โบราณสถานทั่วไป แต่กำลังเหยียบย่างลงบนหน้าประวัติศาสตร์หน้าสำคัญที่พลิกผันชะตากรรมของประเทศญี่ปุ่น ปราสาทแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องแสดงแสนยานุภาพอันไร้ขีดจำกัดของโชกุนโทกูงาวะ ผู้สถาปนารัฐบาลทหารที่ปกครองญี่ปุ่นยาวนานกว่าสองร้อยปี และในขณะเดียวกันก็เป็นฉากหลังสุดท้ายของการคืนอำนาจสู่พระจักรพรรดิ ทุกย่างก้าวบนแผ่นไม้ที่ส่งเสียงร้องราวกับนกไนติงเกล และทุกอณูของภาพเขียนทองคำบนผนัง ล้วนบอกเล่าเรื่องราวความรุ่งโรจน์ การเมือง และงานช่างชั้นครูที่กาลเวลาไม่อาจลบเลือน

จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของระบอบโชกุน: มรดกโลกแห่งเกียวโต

หากเกียวโตคือหัวใจทางจิตวิญญาณของญี่ปุ่น ปราสาทนิโจก็คืออนุสรณ์สถานแห่งอำนาจทางการเมืองที่ทรงพลังที่สุด โตกูงาวะ อิเอยาซุ (Tokugawa Ieyasu) ผู้รวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นและสถาปนาตำแหน่งโชกุน ได้สั่งการให้สร้างปราสาทนิโจขึ้นในปี ค.ศ. 1603 เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นยามเมื่อต้องเดินทางมายังเกียวโตเพื่อเข้าเฝ้าองค์พระจักรพรรดิ การออกแบบและขนาดอันยิ่งใหญ่สะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการประกาศศักดาให้ราชสำนักเกียวโตได้ประจักษ์ว่าอำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือของรัฐบาลเอโดะแล้ว วงจรประวัติศาสตร์ของปราสาทแห่งนี้มีความน่าสนใจยิ่ง เพราะสถานที่แห่งเดียวกันนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยแห่งความสงบสุขภายใต้เหล่าโชกุน และยังเป็นสถานที่ที่ โตกูงาวะ โยชิโนบุ (Tokugawa Yoshinobu) โชกุนคนสุดท้าย ได้ประกาศคืนอำนาจทั้งหมดกลับคืนสู่พระจักรพรรดิเมจิในปี ค.ศ. 1867 เป็นการปิดฉากยุคศักดินาญี่ปุ่นลงอย่างเป็นทางการ มรดกโลก UNESCO แห่งนี้จึงไม่ใช่แค่เพียงอาคารโบราณ แต่คือจุดบรรจบของสองขั้วอำนาจในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

สถาปัตยกรรมพระราชวังนินุเมารุและกลไก ‘พื้นไนติงเกล’

หัวใจสำคัญของการมาเยือนปราสาทนิโจคือ พระราชวังนินุเมารุ (Ninomaru Palace) ซึ่งประกอบด้วยอาคารเชื่อมต่อกันห้าหลัง ตกแต่งด้วยงานไม้แกะสลักและโลหะประดับทองเหลืองอันวิจิตร ทว่า สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของนักเดินทางและนักประวัติศาสตร์มากที่สุดคือ ‘พื้นไนติงเกล’ (Uguisubari) ระบบป้องกันภัยอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ใต้ทางเดินไม้ เมื่อผู้ใดก็ตามเดินผ่านโถงทางเดินของพระราชวัง ตะปูและคานไม้ด้านล่างจะเสียดสีกันจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดกังวานคล้ายเสียงร้องของนกไนติงเกล เสียงนี้ถูกออกแบบมาไม่ให้สามารถเดินเลี่ยงหรือย่องเบาได้ เพื่อป้องกันการลอบสังหารหรือการลอบเข้าเฝ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเหล่านินจาหรือผู้ไม่หวังดีในอดีต นอกจากนี้ โครงสร้างภายในยังถูกแบ่งสัดส่วนอย่างแยบยลเพื่อแสดงลำดับชั้นทางสังคม ห้องโถงสำหรับต้อนรับไดเมโอะ (เจ้าเมือง) ถูกสร้างไว้ในระดับต่ำกว่าบัลลังก์ของโชกุน เพื่อให้โชกุนทอดสายตามองลงมาด้วยความเหนือกว่า พร้อมทั้งมีห้องลับสำหรับองครักษ์คอยสังเกตการณ์อยู่หลังฉากกั้น

ศิลปะชั้นสูงของตระกูลคาโนและสวนญี่ปุ่นสามสไตล์

ก้าวแรกที่ย่างเข้าสู่ห้องโถงภายในพระราชวัง ผู้อ่านจะสัมผัสได้ถึงประกายเรืองรองจากภาพจิตรกรรมฝาผนังและฉากกั้นห้อง (Fusuma) ผลงานของจิตรกรเอกแห่งสำนักคาโน (Kano School) ภาพวาดเสือโคร่งและนกอินทรีบนพื้นหลังสีทองอร่ามไม่ได้มีไว้เพื่อความงามเท่านั้น แต่ถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อสร้างความยำเกรงและกดดันผู้มาเยือนจากต่างเมือง โดยเฉพาะเสือโคร่งที่จิตรกรชาวญี่ปุ่นในยุคนั้นไม่เคยเห็นตัวจริง จึงวาดออกมาโดยจินตนาการผสมผสานกับแมวขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกดุดันและทรงพลังยิ่งนัก หลังจากดื่มด่ำกับศิลปะภายในแล้ว ภายนอกอาคารรายล้อมไปด้วยสวนญี่ปุ่นอันเลื่องชื่อ เริ่มจาก สวนนินุเมารุเทiens (Ninomaru Garden) สวนแบบโชอินที่จัดวางหินและสระน้ำได้อย่างกลมกลืน ต่อด้วย สวนเซนมารุ (Seiryu-en) ที่สร้างขึ้นภายหลังเพื่อใช้รับรองแขกบ้านแขกเมือง และสวนต้นบ๊วยกับซากุระที่ผลัด 0000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000

travel_explore
Field Advisory

คำแนะนำสำหรับการเดินทางหน้างาน (Practical Travel Guide)

การเตรียมตัวเข้าชมปราสาทนิโจอย่างมีระดับ: 1. ช่วงเวลาที่เหมาะสม: ฤดูใบไม้ผลิ (ปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน) สำหรับชมซากุระสายพันธุ์ต่างๆ และฤดูใบไม้ร่วง (พฤศจิกายน) สำหรับชมใบไม้เปลี่ยนสี 2. การแต่งกายและมารยาท: เนื่องจากภายในพระราชวังนินุเมารุไม่อนุญาตให้สวมรองเท้าเข้าชม ผู้เข้าชมจะต้องถอดรองเท้าและใส่ถุงเท้าที่เตรียมมา (ห้ามเดินเท้าเปล่าเพื่อรักษาสภาพพื้นไม้โบราณ) และไม่อนุญาตให้บันทึกภาพถ่ายหรือวิดีโอภายในตัวพระราชวังเพื่อเป็นการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนัง 3. การเดินทาง: สามารถนั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozai Line ลงที่สถานี Nijojo-mae Station หรือโดยสารรถประจำทางเมืองเกียวโตมาลงที่ป้าย Nijojo-mae ได้อย่างสะดวกสบาย
help_outline
Traveler Q&A

คำถามที่พบบ่อย (Frequently Asked Questions)

ทำไมพื้นของปราสาทนิโจถึงส่งเสียงดัง และเรียกว่าอะไร?expand_more
พื้นดังกล่าวเรียกว่า 'พื้นไนติงเกล' (Uguisubari) เกิดจากภูมิปัญญาช่างไม้โบราณที่ออกแบบให้ตะปูและคานไม้ด้านล่างเกิดการเสียดสีกันทุกครั้งที่มีน้ำหนักกดทับ ทำให้เกิดเสียงคล้ายนกไนติงเกลร้อง เพื่อใช้เป็นระบบเตือนภัยธรรมชาติป้องกันการลอบเข้าเฝ้าหรือลอบสังหารในอดีต
พระราชวังนินุเมารุกับปราสาทหลัก (Honmaru) แตกต่างกันอย่างไร?expand_more
พระราชวังนินุเมารุเป็นอาคารไม้โบราณที่ยังคงหลงเหลือความสมบูรณ์และเปิดให้เข้าชมภายในเพื่อสัมผัสสถาปัตยกรรมและภาพเขียนยุคโชกุน ในขณะที่เขตปราสาทหลัก (Honmaru) เป็นที่ตั้งของตัวป้อมปราการหลัก ซึ่งตัวอาคารเดิมถูกไฟไหม้ทำลาย และได้มีการย้ายอาคารตำหนักอื่นเข้ามาทดแทนในภายหลัง โดยเน้นเป็นจุดชมวิวสวนและมุมสูง
สามารถถ่ายภาพภายในพระราชวังนินุเมารุได้หรือไม่?expand_more
ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอภายในอาคารพระราชวังนินุเมารุอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้เพื่อเป็นการปกป้องภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณจากแสงแฟลชและความเสียหายทางกายภาพ แต่ผู้เข้าชมสามารถถ่ายภาพความงามภายนอกอาคาร สถาปัตยกรรมรอบนอก และสวนญี่ปุ่นได้ตามปกติ