เมื่อรถไฟชินคันเซ็นแล่นใกล้เข้าสู่สถานีเกียวโต สิ่งก่อสร้างแรกที่ทำหน้าที่ดั่งหมุดหมายต้อนรับนักเดินทางหาใช่ตึกระฟ้าสมัยใหม่ หากแต่เป็นยอดเจดีย์ไม้โบราณสีแดงชาดทะมึนที่ตั้งตระหง่านท้าทายกาลเวลามานานกว่าศตวรรษ ภาพนั้นคือ ‘วัดโทจิ’ (To-ji) หรือวัดคีโอโคะคุจิ มรดกโลกยูเนสโกที่ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางภูมิศาสตร์ หากแต่เป็นหัวใจจิตวิญญาณอันลึกซึ้งของอดีตราชธานี
ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 794 เมื่อจักรพรรดิคันมุทรงย้ายเมืองหลวงมายังเฮอันเคียว (เกียวโตในปัจจุบัน) วัดโทจิถูกสร้างขึ้นที่ทางเข้าทิศใต้ของประตูเมืองเคียงคู่กับวัดไซจิ เพื่อทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองประเทศ ทว่าในบรรดาวัดหลวงแห่งยุคโบราณ มีเพียงวัดโทจิแห่งนี้เท่านั้นที่ยืนหยัดผ่านความผันผวนของประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน ด้วยแรงอธิษฐานและปรัชญาอันลึกซึ้งของ ‘ท่านโคโบไดชิ’ หรือพระกุกาอิ (Kukai) ผู้สถาปนิกพุทธศาสนานิกายชิงงอน (Shingon Buddhism) ในญี่ปุ่น
การก้าวเท้าเข้าสู่เขตวัดโทจิในวันนี้ จึงเปรียบเสมือนการเดินทางข้ามมิติเวลา สู่ห้วงจักรวาลวิทยาอันซับซ้อนที่ถักทอขึ้นจากไม้ ศิลปะ และศรัทธา ซึ่งรอให้ผู้มาเยือนได้ร่วมไขปริศนาแห่งความงามที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสถาปัตยกรรมระดับชิ้นเอกของโลก
มณฑล 3 มิติแห่งวิหารโคโด: จักรวาลวิทยาในงานพุทธศิลป์
หัวใจสำคัญที่ทำให้นักเดินทางสายประวัติศาสตร์และพุทธศิลป์ต้องมนต์สะกดเมื่อมาเยือนวัดโทจิ คือ ‘วิหารโคโด’ (Lecture Hall) ภายในวิหารแห่งนี้ไม่ได้ประดิษฐานพระพุทธรูปเพียงเพื่อกราบไหว้บูชาตามแบบวัดทั่วไป หากแต่มีการจัดวางพระพุทธรูปและเทพปางต่างๆ รวม 21 องค์ ในรูปแบบของ ‘มณฑล’ (Mandala) หรือแผนภาพจักรวาลตามความเชื่อของพุทธศาสนานิกายมิกเคียว (Esoteric Buddhism)
ท่านโคโบไดชิได้แปลงปรัชญาความซับซ้อนของจักรวาลให้ออกมาเป็นรูปธรรมในแบบสามมิติ ตรงกลางประดิษฐานพระไวโรจนะพุทธะ (Dainichi Nyorai) รายล้อมด้วยพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ในกลุ่มทาถาเกตระ และกลุ่มวิทยาธร (Myo-o) อาทิ Fudo Myo-o หรือพระอจละนะถะ ที่สะท้อนถึงพลังแห่งความเมตตาอันดุดลเพื่อกำจัดกิเลส งานพุทธปั้นเหล่านี้ส่วนใหญ่สร้างขึ้นในยุคเฮตอนต้น ทำจากไม้ฮิโนกิ (ไม้สนซีดาร์ญี่ปุ่น) ลงรักปิดทอง แม้กาลเวลาจะผ่านไปนับพันปี แววตาและพัสตราภรณ์อันพลิ้วไหวขององค์เทพยังคงเปี่ยมด้วยพลังอำนาจและความสงบงามอย่างน่าอัศจรรย์
เจดีย์ห้าชั้น (Gojutono): สถาปัตยกรรมไม้สูงที่สุดในแผ่นดินอาทิตย์อุทัย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพจำอันทรงพลังที่สุดของวัดโทจิคือ ‘เจดีย์ห้าชั้น’ (Gojutono) ความสูงตระหง่านกว่า 55 เมตร ทำให้ที่นี่ครองแชมป์เจดีย์ไม้ที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น โครงสร้างปัจจุบันนี้สร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1643 ด้วยพระราชโองการของโชกุนโทกูงาวะ อิเอมิตสึ หลังจากเจดีย์ดั้งเดิมถูกไฟไหม้ทำลายไปหลายครั้ง
ความงดงามของเจดีย์ห้าชั้นนี้ไม่ได้อยู่ที่เพียงความสูงโปร่ง หากแต่เป็นความสมบูรณ์แบบทางวิศวกรรมไม้โบราณที่ไร้ซึ่งตะปูยึดโครงสร้าง แต่ละชั้นถูกออกแบบให้มีขนาดลดหลั่นกันขึ้นไป เพื่อช่วยลดแรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวตามธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้น แกนกลางไม้ซุงขนาดใหญ่ (Shinbashira) ที่ทอดยาวตั้งแต่ยอดจนถึงฐาน ยังทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการทรงตัวอันชาญฉลาด ในยามที่แสงยามเย็นสาดส่องกระทบตัวเจดีย์สีแดงเข้มตัดกับท้องฟ้าเกียวโต เงาสะท้อนบนผืนน้ำของสระน้ำฮิโยชิที่อยู่ใกล้เคียง คือภาพทัศนียภาพที่สะกดลมหายใจของผู้พบเห็น
หอสมุดและมรดกทางปัญญาแห่งท่านโคโบไดชิ
นอกเหนือจากวิหารหลักและเจดีย์แล้ว วัดโทจิยังทำหน้าที่เป็นเสมือนคลังสมบัติทางวัฒนธรรมที่เก็บรักษาคัมภีร์โบราณ งานเขียนพู่กัน และโบราณวัตถุอันล้ำค่าจำนวนมหาศาลใน ‘โฮโมตสึเดน’ (Homotsuden - พิพิธภัณฑ์สมบัติของวัด) ซึ่งจะเปิดให้เข้าชมเป็นช่วงเวลาพิเศษในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง
สถานที่แห่งนี้สะท้อนถึงวิถีชีวิตและอัจฉริยะภาพรอบด้านของท่านโคโบไดชิ ผู้ไม่เพียงแต่เป็นพระนักวิปัสสนา แต่ยังเป็นนักปราชญ์ กวี และวิศวกรผู้สร้างคุณูปการแก่ประเทศญี่ปุ่น การได้เดินชมศาสนวัตถุเหล่านี้จึงเป็นการทำความเข้าใจรากเหง้าทางวัฒนธรรมญี่ปุ่นในมิติที่ลึกซึ้งกว่าการท่องเที่ยวชมความงามผิวเผิน
