ปราสาทมัตสึเอะ (Matsue Castle) ประเทศญี่ปุ่น
ข้อมูลการเดินทางlocation_onปราสาทมัตสึเอะ (Matsue Castle)

เจาะลึก ‘ปราสาทมัตสึเอะ’ (Matsue Castle) 1 ใน 5 สมบัติชาติญี่ปุ่น ดื่มด่ำเสน่ห์ปราสาทไม้ดั้งเดิมและวัฒนธรรมเมืองชาแห่งชิมาเนะ

โดย BRR Travel Curators | 3 นาทีในการอ่าน

ท่ามกลางสายหมอกจางๆ ที่ทาบทับผืนน้ำกว้างใหญ่ของทะเลสาบชินจิ เสียงกรรเชียงเรือกระทบผืนน้ำเบาๆ ขับเน้นบรรยากาศย้อนยุคของเมืองมัตสึเอะให้เด่นชัดขึ้น ที่นี่คือดินแดนแห่งภูมิภาคซันอินที่กาลเวลาดูเหมือนจะเดินช้าลง เพื่อเก็บบันทึกร่องรอยแห่งอดีตกาลไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด และเหนือยอดไม้ของสวนสาธารณะคุโรดะ ปราสาทสีดำสนิททรงสง่างามกำลังทอดสายตามองบ้านเรือนเบื้องล่าง ราวกับพญาอินทรีที่กางปีกเตรียมทะยานบิน

‘ปราสาทมัตสึเอะ’ (Matsue Castle) หรือที่รู้จักกันในนาม ‘Chidori-jo’ หรือปราสาทนกพลอฟเวอร์ ไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถานทั่วไป แต่คือหนึ่งในหอคอยปราสาทไม้ดั้งเดิม (Original Keep) เพียง 12 แห่งที่เหลืออยู่ของประเทศญี่ปุ่น และได้รับการประกาศให้เป็นสมบัติชาติ (National Treasure) อันทรงเกียรติ ความพิเศษไม่ได้หยุดอยู่แค่ความเก่าแก่ที่รอดพ้นจากอัคคีภัยและสงครามมาได้ตั้งแต่ต้นยุคเอโดะ หากแต่คือจิตวิญญาณของซามูไร สถาปัตยกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่ซ่อนเร้น และความรื่นรมย์ของวัฒนธรรมชาที่ยังคงอบอวลอยู่ในทุกอณูของเมืองแห่งสายน้ำแห่งนี้

สถาปัตยกรรมป้อมปราการสีดำ ‘Chidori-jo’ และความลับในเนื้อไม้

เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่เขตกำแพงหินของปราสาทมัตสึเอะ สิ่งแรกที่สะดุดตาคือความเข้มขรึมของแผ่นไม้กระดานสีดำสนิทที่กรุอยู่รอบตัวอาคารหอคอย (Tenshu) 5 ชั้น 6 โครงสร้างใต้ดิน สีดำเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการทาสีธรรมดา แต่เป็นการทาน้ำมันสนผสมยางไม้เพื่อป้องกันความชื้นและสภาพอากาศอันโหดร้ายของภูมิภาคริมทะเลแปซิฟิกและทะเลญี่ปุ่น รูปทรงภายนอกเมื่อมองจากมุมไกลจะเห็นหลังคาซ้อนลดหลั่นกันอย่างสง่างามราวกับปีกของนกพลอฟเวอร์ที่กำลังกระพือบิน เป็นที่มาของชื่อ ‘Chidori-jo’

ภายในตัวปราสาทอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของไม้สนเก่าแก่ เสาหลักขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้สึบากิและสนซีดาร์ยังคงทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักโครงสร้างมานานกว่าสี่ศตวรรษ ความน่าทึ่งประการหนึ่งคือการออกแบบบันไดไม้ที่สามารถถอดประกอบได้ในยามศึกสงครามเพื่อสกัดกั้นข้าศึก และที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดคือ ‘บ่อน้ำโบราณ’ ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างสุดภายในตัวอาคาร ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยมีน้ำจืดสำรองดื่มกินได้ตลอดเวลาหากถูกปิดล้อม นับเป็นปราสาทเพียงแห่งเดียวในญี่ปุ่นที่มีลักษณะทางวิศวกรรมเช่นนี้ เมื่อไต่ระดับขึ้นสู่ชั้นบนสุด (Tenshu-dai) สายตาจะปะทะกับทัศนียภาพแบบ 360 องศาของเมืองมัตสึเอะ ทะเลสาบชินจิ และทิวเขาอันสลับซับซ้อน ซึ่งในอดีตเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการมองหาความเคลื่อนไหวของศัตรู

ล่องเรือ Horikawa สะท้อนวิถีชีวิตริมน้ำยุคเอโดะ

การทำความเข้าใจปราสาทมัตสึเอะอย่าง360องศา จะสมบูรณ์แบบไม่ได้เลยหากขาดประสบการณ์การล่องเรือ ‘Horikawa Sightseeing Boat’ ไป คูเมืองรอบปราสาทแห่งนี้ไม่ได้ถูกขุดขึ้นมาเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่เป็นระบบป้องกันทางทหารและเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่เชื่อมโยงโครงสร้างเมืองเข้าด้วยกันอย่างแยบยล

เรือพายขนาดกะทัดรัดที่ควบคุมโดยนายท้ายเรือผู้ชำนาญ จะค่อยๆ พาผู้โดยสารลัดเลาะไปตามคูเมืองโบราณ รอดใต้สะพานต่ำนับสิบแห่ง ซึ่งในบางจุดผู้โดยสารจะต้องโน้มตัวลงต่ำตามจังหวะที่หลังคาเรือถูกลดระดับลงด้วยกลไกไฮดรอลิกอัตโนมัติหรือแรงดึงของนายท้าย ทัศนียภาพสองข้างทางสลับสับเปลี่ยนระหว่างกำแพงหินโบราณ ต้นหลิวลู่ลม และบ้านเรือนซามูไรดั้งเดิมที่ยังคงรักษารูปทรงสถาปัตยกรรมเก่าแก่ไว้ ยิ่งในช่วงฤดูหนาว ทางเรือจะบริการโต๊ะโคทัตสึ (โต๊ะอุ่นขาใต้ผ้าห่มพร้อมเตาถ่าน) ให้ผู้โดยสารได้นั่งผิงไฟอุ่นๆ จิบชาร้อน พร้อมชมทิวทัศน์หิมะโปรยปรายบนผิวน้ำ เป็นสุนทรียภาพที่หาไม่ได้จากที่อื่น

สุนทรียภาพแห่งมัตสึเอะ: เมืองหลวงแห่งชาและขนมวากาชิ

ความผูกพันระหว่างชาวมัตสึเอะกับศิลปะวัฒนธรรมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กำแพงปราสาท แต่ยังไหลเวียนอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันผ่านวัฒนธรรม ‘การดื่มชา’ ที่ได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่ยุคของตระกูลมัตสึไดระ โดยเฉพาะท่านไดเมโอ ฟูไม โนะสุเกะ ผู้ทรงอิทธิพลทางด้านศิลปะการชงชา มัตสึเอะจึงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสามศูนย์กลางวัฒนธรรมชาที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น เคียงคู่กับเกียวโตและคานาซาวะ

รอบบริเวณเขตเมืองเก่าและใกล้กับปราสาท เต็มไปด้วยร้านขนมหวานวากาชิเก่าแก่ที่สืบทอดสูตรโบราณมาหลายชั่วอายุคน ขนมเหล่านี้ถูกปั้นแต่งอย่างประณีตบรรจงราวกับงานศิลปะชิ้นเอก เพื่อสะท้อนถึงความงามของธรรมชาติในแต่ละฤดูกาล การได้นั่งจิบมัทฉะรสชาติเข้มข้นกลมกล่อม ควบคู่ไปกับการลิ้มรสขนมวากาชิเนื้อเนียนนุ่มในเรือนชาโบราณ มองออกไปเห็นสวนญี่ปุ่นที่จัดแต่งอย่างเงียบสงบ คือประสบการณ์ทางปัญญาและการพักผ่อนที่เชื่อมโยงผู้มาเยือนเข้ากับจิตวิญญาณดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

travel_explore
Field Advisory

คำแนะนำสำหรับการเดินทางหน้างาน (Practical Travel Guide)

การเดินทางมายังปราสาทมัตสึเอะ สามารถนั่งรถไฟ JR ลงที่สถานี Matsue แล้วต่อรถบัสรอบเมือง 'Lake Line Bus' มาลงที่ป้าย Matsue-jo Ote-mae ได้อย่างสะดวก สำหรับเวลาเปิด-เข้าชม หอคอยปราสาทเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08:30 น. ถึง 18:30 น. (ช่วงเดือนเมษายนถึงกันยายน และจะปิดเร็วาขึ้นในหน้าหนาวเวลา 17:00 น.) เปิดให้เข้าชมทุกวันไม่มีวันหยุด ค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติมักมีส่วนลดพิเศษเมื่อแสดงหนังสือเดินทาง สำหรับการแต่งกาย ควรสวมรองเท้าที่ถอดเข้าออกได้ง่าย เนื่องจากต้องถอดรองเท้าก่อนขึ้นชมภายในหอคอยไม้ และควรเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสมหากเลือกกิจกรรมล่องเรือในฤดูหนาวเพราะลมริมน้ำค่อนข้างเย็น
help_outline
Traveler Q&A

คำถามที่พบบ่อย (Frequently Asked Questions)

ปราสาทมัตสึเอะมีความสำคัญอย่างไร ทำไมจึงเป็นสมบัติชาติ?expand_more
ปราสาทมัตสึเอะเป็น 1 ในหอคอยปราสาทไม้ดั้งเดิมเพียง 12 แห่งที่รอดพ้นจากเพลิงไหม้ สงคราม และการรื้อถอนในช่วงเปลี่ยนผ่านยุคสมัย และเป็น 1 ใน 5 ปราสาทของญี่ปุ่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติชาติ (National Treasure) เนื่องจากยังคงรักษารูปแบบสถาปัตยกรรมโครงสร้างไม้ดั้งเดิมตั้งแต่ยุคสร้างปราสาทในปี ค.ศ. 1611 ไว้ได้เกือบสมบูรณ์แบบที่สุด
การล่องเรือ Horikawa มีบริการตลอดทั้งปีหรือไม่?expand_more
บริการล่องเรือ Horikawa Sightseeing Boat เปิดให้บริการทุกวันตลอดทั้งปี โดยในฤดูหนาว (ประมาณเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์) เรือจะมีการติดตั้งโต๊ะโคทัตสึพร้อมฮีตเตอร์ใต้โต๊ะ และมีบริการเสื้อคลุมกันหนาว เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความอบอุ่นและเพลิดเพลินกับทัศนียภาพท่ามกลางบรรยากาศหิมะโปรยได้อย่างสบาย
ต้องใช้เวลาเที่ยวชมปราสาทมัตสึเอะและบริเวณรอบๆ นานเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม?expand_more
สำหรับการเที่ยวชมตัวหอคอยปราสาท สวนรอบนอก และการล่องเรือคูเมือง Horikawa อย่างละเมียดละไม ควรจัดสรรเวลาไว้ประมาณครึ่งวัน (3-4 ชั่วโมง) แต่หากต้องการเดินเล่นย่านบ้านซามูไร Shiomi-nawate และแวะจิบชาพร้อมทานขนมวากาชิในเมืองเก่า แนะนำให้เผื่อเวลาไว้เต็ม 1 วันเต็ม เพื่อซึมซับบรรยากาศอันลึกซึ้งของเมืองมัตสึเอะได้อย่างเต็มอิ่ม