ท่ามกลางคลื่นลมสงบของคาบสมุทรชิมาเนะ (Shimane Peninsula) ณ ปลายสุดของอ่าวที่โอบล้อมด้วยผืนน้ำสีคราม คือที่ประดิษฐานของศาลเจ้ามิโฮะ (Miho Shrine) สถานศักดิ์สิทธิ์อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเรือและพ่อค้าทั่วญี่ปุ่นในฐานะศาลเจ้าหลัก (Sohommusha) ของเทพเอบิสึ เทพเจ้าแห่งความโชคลาภ การค้าขาย และความอุดมสมบูรณ์ผู้มีรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ ที่นี่ไม่ใช่เพียงศาสนสถานทั่วไป หากแต่เป็นดินแดนแห่งเสียงดนตรี ตำนานปรัมปรา และจุดหมายปลายทางอันทรงคุณค่าทางจิตวิญญาณที่นักเดินทางสายวัฒนธรรมวงในต่างใฝ่ฝันจะมาเยือนสักครั้งในชีวิต
การเดินทางมายังศาลเจ้ามิโฮะเปรียบเสมือนการย้อนเวลากลับไปสู่ยุคที่การคมนาคมทางเรือคือหัวใจของอารยธรรมญี่ปุ่น ภายใต้ร่มเงาของไม้ยืนต้นโบราณและเสียงคลื่นที่ซัดสาดเข้าหาฝั่ง เสียงกระดิ่งสำริดและบทสวดโบราณสะท้อนถึงความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างมนุษย์ เทพเจ้า และท้องทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสถานที่แห่งนี้มีความเกี่ยวพันทางประวัติศาสตร์และตำนานปรัมปรากับศาลเจ้าใหญ่อิซุโมะไทฉะ (Izumo Taisha) ก่อเกิดเป็นธรรมנปฏิบัติอันศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดกันมานับแต่โบราณกาล
จุดกำเนิดเทพเอบิสึและสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์แบบ Miho-zukuri
ศาลเจ้ามิโฮะประดิษฐานเทพเจ้าสำคัญสองพระองค์ ได้แก่ เทพโคโตชิโรกุนุชิโนะมิโคโตะ (Kotoshironokushi-no-Mikoto) หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนาม ‘เทพเอบิสึ’ และเทพیมารดา มิ호สึฮิเมะโนะมิโคโตะ (Mihotsu-hime-no-Mikoto) พระชายาของเทพโอคุนินุชิ ตำนานเล่าขานว่าเทพเอบิสึผู้ทรงถือเบ็ดตกปลาและปลาไท (Tai) ทรงโปรดปรานเสียงเพลงและการประมง ทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความรื่นรมย์และความอุดมสมบูรณ์ในคราวเดียวกัน
ในแง่สถาปัตยกรรม ตัวอาคารหลักของศาลเจ้ามิโฮะมีความโดดเด่นอย่างยิ่งจนกลต้นแบบของรูปแบบที่เรียกว่า ‘Miho-zukuri’ (หรือ Hatsu-tensha-zukuri) ซึ่งเป็นการสร้างอาคารศาลเจ้าแฝดสองหลังติดกัน หันหน้าไปในทิศทางเดียวกันภายใต้หลังคาเดียวกัน ความประณีตของการแกะสลักไม้โบราณและการจัดวางผังภูมิทัศน์ทำให้ศาสนสถานแห่งนี้กลมกลืนไปกับธรรมชาติรอบด้านอย่างน่าอัศจรรย์ สะท้อนถึงภูมิปัญญาช่างฝั้นโบราณของญี่ปุ่นที่เคารพต่อสิ่งแวดล้อมและจิตวิญญาณแห่งผืนป่าริมทะเล
พิธี ‘เรียวไมริ’ (Ryomairi): เส้นทางสักการะคู่ขนานเพื่อพลังศรัทธาสูงสุด
สำหรับผู้แสวงบุญและนักเดินทางสายวัฒนธรรม การมาเยือนศาลเจ้ามิโฮะจะสมบูรณ์แบบที่สุดเมื่อปฏิบัติพิธี ‘เรียวไมริ’ (Ryomairi) หรือการเดินทางไปสักการะทั้งศาลเจ้าอิซุโมะไทฉะ (Izumo Taisha) และศาลเจ้ามิโฮะคู่กัน เนื่องจากเทพเจ้าทั้งสององค์มีความเกี่ยวพันกันในฐานะพ่อและลูก (หรือเทพผู้ปกครองดินแดนอิซุโมะและเทพแห่งท้องทะเลและการค้า)
ความเชื่อโบราณกล่าวว่า หากผู้ใดมาสักการะศาลเจ้าอิซุโมะไทฉะเพื่อขอพรเกี่ยวกับสายสัมพันธ์และโชคชะตาโดยรวมแล้ว จะต้องเดินทางมายังศาลเจ้ามิโฮะเพื่อปิดท้ายวงจรแห่งศรัทธานี้ เพื่อให้พรนั้นสมบูรณ์และทรงพลังยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนการประสานพลังระหว่างดินและน้ำ ฟ้าและทะเลเข้าไว้ด้วยกัน การเดินทางเชื่อมโยงระหว่างสองศาลเจ้านี้จึงไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวเชิงภูมิศาสตร์ แต่เป็นการเดินทางภายในจิตใจที่ร้อยเรียงตำนานปรัมปราของดินแดนอิซุโมะเข้ากับปัจจุบัน
ศาลเจ้าแห่งเสียงดนตรีและคลังสมบัติโบราณอายุนับร้อยปี
อีกหนึ่งมิติที่ทำให้ศาลเจ้ามิโฮะมีความโดดเด่นเหนือศาลเจ้าอื่นๆ คือการได้รับการยกย่องให้เป็น ‘ศาลเจ้าแห่งดนตรี’ (Shrine of Music) ภายในอาคารคลังสมบัติของศาลเจ้ามีการเก็บรักษาเครื่องดนตรีโบราณประเภทต่างๆ เช่น ขลุ่ย กลอง และเครื่องสายโบราณ รวมกันกว่า 900 ชิ้น ซึ่งหลายชิ้นถูกจัดให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ เครื่องดนตรีเหล่านี้เคยถูกใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาและการบรรเลงถวายแด่เทพเจ้าในอดีต
ทุกๆ วันที่ 7 เมษายนและ 12 ตุลาคมของทุกปี ศาลเจ้าจะจัดพิธีเฉลิมฉลองทางศาสนาครั้งใหญ่ที่เรียกว่า ‘Aofuri Shinji’ และเทศกาลดนตรีโบราณ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อที่ว่าเสียงดนตรีคือสะพานเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์และเทพเจ้า เสียงกระดิ่งและเสียงบรรเลงที่ก้องกังวานท่ามกลางลมทะเลในวันงาน ยังคงมนต์ขลังที่ชวนให้ผู้มาเยือนรู้สึกราวกับหลุดเข้าไปในห้วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์
ย่างก้าวบนถนนหินสีน้ำเงิน Aoishidatami-dori และเมืองท่า Mihonoseki
เมื่อเดินออกจากเขตศาลเจ้า บรรยากาศรอบตัวจะเปลี่ยนเป็นความงดงามของเมืองท่าประวัติศาสตร์ Mihonoseki ถนนเส้นเล็กๆ ที่ทอดยาวเลียบชายฝั่งมีชื่อว่า ‘Aoishidatami-dori’ ซึ่งปูด้วยแผ่นหินภูเขาไฟสีน้ำเงินเข้ม เมื่อยามฝนโปรยปรายหรือถูกน้ำทะเลสาดกระทบ หินเหล่านี้จะเปล่งประกายสีเขียวมรกตและสีน้ำเงินเข้มสะดุดตา
สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านเรือนไม้โบราณของพ่อค้าวาณิชในยุคเอโดะ โรงเรือนเก็บสินค้า และร้านค้าท้องถิ่นที่ยังคงรักษาโครงสร้างดั้งเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์ การได้เดินทอดน่องบนถนนหินสีน้ำเงินแห่งนี้ พร้อมกับสูดกลิ่นอายไอทะเลและฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งเบาๆ มอบความรู้สึกสงบ ลึกซึ้ง และเป็นอิสระจากความวุ่นวายของโลกสมัยใหม่ได้อย่างแท้จริง
