เมื่อความระรัวของฝีเท้าและคลื่นมหาชนนักท่องเที่ยวเนืองแน่นอยู่ตามตรอกซอกซอยของเกียวโต จนบางครั้งบดบังประกายแสงอันเงียบสงบที่เมืองโบราณเคยมี มักมีหมุดหมายลับอันประณีตซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านทิวเขาฝั่งตะวันออก เพียงนั่งรถไฟข้ามพ้นอุโมงค์ระยะทางสั้นๆ เพียง 10 นาทีจากสถานีเกียวโต โลกทั้งใบก็พลันเปลี่ยนโทนสีเข้าสู่ความสงัดอันศักดิ์สิทธิ์ริมผืนน้ำกว้างใหญ่ของ ‘ทะเลสาบบิวะ’ ทะเลสาบโบราณที่เปรียบเสมือนกระจกเงาสะท้อนประวัติศาสตร์นับพันปีของญี่ปุ่น
โอยะสึ (Otsu) เมืองหลวงเก่าในหน้าประวัติศาสตร์และศูนย์กลางการปกครองของจังหวัดชิงะในอดีต ทำหน้าที่เป็น ‘Exclusive Lakeside Sanctuary’ หรือเขตรักษาความสงบเงียบระดับพรีเมียมสำหรับนักเดินทางผู้โหยหาความรื่นรมย์ที่แท้จริง ที่นี่ไม่ได้มีเพียงแค่ทัศนียภาพของผืนน้ำกว้างไกลจรดขอบฟ้า แต่ยังเป็นคลังสมบัติทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงจิตวิญญาณของพุทธศาสนานิกายเทนได วรรณกรรมระดับโลก และรสชาติอาหารชั้นเลิศอันเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น เป็นทางเลือกอันสมบูรณ์แบบในการหลีกหนีจากกระแส Overtourism สู่การเดินทางที่ช้าลง ละเมียดละไมขึ้น และลึกซึ้งกว่าที่เคย
ยอดเขาฮิเออิและวัดเอนเรียคุจิ: ร่มเงาแห่งจิตวิญญาณเหนือผืนน้ำบิวะ
เบื้องบนยอดเขาฮิเออิ (Mount Hiei) ที่ทอดตัวตระหง่านกั้นระหว่างเกียวโตและโอยะสึ คือที่ตั้งของ ‘วัดเอนเรียคุจิ’ (Enryaku-ji) วัดแม่ข่ายผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดแห่งพุทธศาสนานิกายเทนได ก่อตั้งขึ้นในยุคเฮอันโดยพระมหาเถระไซโจ การได้ก้าวเท้าขึ้นสู่ดินแดนเบื้องสูงแห่งนี้เปรียบเสมือนการหลุดพ้นจากโลกอันวุ่นวาย ท่ามกลางแมกไม้สนซีดาร์โบราณอายุนับร้อยปีที่ปกคลุมทั่วบริเวณ เสียงระฆังวัดที่ก้องกังวานท่ามกลางสายหมอกจางๆ และเปลวเทียนแห่ง ‘นิรันดร์ประทีป’ (Fumetsu no Hōdō) ที่ลุกโชนไม่เคยดับมาก่อนร่วม 1,200 ปี สร้างความรู้สึกสะเทือนใจและสงบเยือกเย็นแก่ผู้มาเยือนอย่างลึกซึ้ง นอกจากคุณค่าทางประวัติศาสตร์และฐานะมรดกโลกยูเนสโกแล้ว จากจุดชมวิวบนเขายังสามารถทอดสายตามองเห็นทัศนียภาพอันกว้างไกลของทะเลสาบบิวะที่ทอประกายระยิบระยับอยู่เบื้องล่างได้อย่างเต็มตา
วัดอิชิยามะเดระและอุคิมิโดะ: บทกวีแห่งสายน้ำและสถาปัตยกรรมกลางห้วงนารา
การเดินทางในโอยะสึยังพานักเดินทางดำดิ่งสู่โลกแห่งศิลปวัฒนธรรมที่จับต้องได้ ที่ ‘วัดอิชิยามะเดระ’ (Ishiyamadera) วัดโบราณบนเนินเขาหินสีนิลริมแม่น้ำเซتا ซึ่งมีความผูกพันลึกซึ้งกับหน้าประวัติศาสตร์วรรณกรรมญี่ปุ่น ที่นี่เล่าขานกันว่าเป็นสถานที่ซึ่ง ‘มุ라ซากิ ชิกิบุ’ (Murasaki Shikibu) ใช้วัดเป็นสถานที่ปลีกวิเวกและเริ่มรจนา ‘ตำนานเกนจิ’ (The Tale of Genji) วรรณกรรมชิ้นเอกของโลกเมื่อพันปีก่อน ศาลาโบราณและสวนหินภายในวัดยังคงเก็บบรรยากาศอันเปี่ยมด้วยสุนทรียศาสตร์แบบโบราณไว้ครบถ้วน
ไม่ไกลกันนักริมฝั่งทะเลสาบ คือที่ตั้งของ ‘อุคิมิโดะ’ (Ukimido) หรือศาลาลอยน้ำแห่งวัดไกโชจิ สถาปัตยกรรมไม้ที่สร้างยื่นลงไปในทะเลสาบบิวะราวกับลอยอยู่กลางผืนน้ำ ภาพของศาลาหลังเล็กท่ามกลางฝูงนกน้ำและแสงอาทิตย์ยามอัสดงสะท้อนผิวน้ำ คือหนึ่งใน ‘แปดทิวทัศน์แห่งOMI’ ที่ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามหยาดเยิ้มและชวนฝันที่สุดในญี่ปุ่น
รสนิยมแห่งคูลินารี: ลิ้มรสเนื้อโอมิและเสน่ห์อาหารริมทะเลสาบ
ความสมบูรณ์แบบของการเดินทางระดับพรีเมียมในโอยะสึ ถูกเติมเต็มด้วยมิติทางรสชาติอาหาร โดยมี ‘เนื้อโอมิ’ (Omi Beef) เป็นราชาแห่งความอร่อยบนโต๊ะอาหาร เนื้อวากิวสายพันธุ์เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานกว่า 400 ปี โดดเด่นด้วยลวดลายไขมันแทรกละเอียดดุจใยไหม สัมผัสที่นุ่มละมุนแทบละลายในปากทันทีที่สัมผัสลิ้น พร้อมกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเสิร์ฟในรูปแบบสุกียากี้ ชาบูชาบู หรือสเต็กเนื้อย่างชั้นดี ล้วนสะท้อนความประณีตในการคัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติอันบริสุทธิ์รอบทะเลสาบบิวะ นอกจากนี้ ท้องถิ่นยังมีเมนูอาหารพื้นถิ่นอย่างปลาอายุ (Sweetfish) จากทะเลสาบและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองท้องถิ่นที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันเพื่อนักชิมผู้รสนิยมสูง
