ท่ามกลางความหนาแน่นและแสงสีของเมืองใหญ่อย่างซัปโปโร มีพื้นที่ผืนใหญ่แห่งหนึ่งที่ถูกโอบกอดด้วยเส้นสายเรขาคณิตอันบริสุทธิ์และผืนดินที่จงใจถูกปั้นแต่งขึ้นอย่างประณีต ที่นี่ไม่ใช่สวนสาธารณะธรรมดา หากแต่คือ ‘ประติมากรรมบนผืนดิน’ (Earth Sculpture) ขนาดมหึมาผืนเดียวในโลก สวนโมเอเรนุมา (Moerenuma Park) คือบทเพลงส่งท้ายอันทรงพลังของ อิซามุ โนกุจิ (Isamu Noguchi) ประติมากรและภูมิสถาปนิกลูกครึ่งญี่ปุ่น-อเมริกันผู้ล่วงลับ ผู้ซึ่งใช้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายในการเปลี่ยนผ่านพื้นที่ทิ้งขยะอันรกร้าง ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่มีชีวิตชีวาและยั่งยืน
แนวคิด ‘The Whole Being a Single Sculpture’ หรือการมองว่าสรรพสิ่งทั้งหมดคือชิ้นงานศิลปะชิ้นเดียวกัน ได้ถูกถ่ายทอดลงบนพื้นที่กว่า 180 เฮกตาร์อย่างแยบคาย โนกุจิไม่ได้เพียงแค่ออกแบบสวนเพื่อการพักผ่อน แต่เขาต้องการให้มนุษย์ ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรมหลอมรวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ทุกย่างก้าวที่ผู้มาเยือนได้สัมผัสพื้นหญ้า ปีนป่ายเนินเขา หรือทอดสายตาผ่านผืนน้ำ จึงเป็นการเดินทางเข้าไปอยู่ในห้วงความคิดของศิลปินเอกระดับโลกในคริสต์ศตวรรษที่ 20 อย่างแท้จริง
จากความว่างเปล่าสู่สุนทรียศาสตร์แห่งการเกิดใหม่
เรื่องราวของสวนโมเอเรนุมาเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของเมืองซัปโปโรในการสร้างแนวกันชนพื้นที่สีเขียว (Circular Greenbelt Concept) แต่สิ่งที่ทำให้ที่นี่ก้าวข้ามความเป็นสวนสาธารณะทั่วไปคือการเข้ามามีส่วนร่วมของ Isamu Noguchi ในปี 1988 พื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกใช้เป็นสถานที่กำจัดขยะและบึงน้ำธรรมชาติ ถูกนำมาปั้นแต่งใหม่ด้วยกระบวนการทางวิศวกรรมภูมิสถาปัตยกรรมที่ล้ำสมัย โนกุจิใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตในการวางผังทุกตารางเมตรด้วยความพิถีพิถัน แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตลงก่อนที่สวนจะเสร็จสมบูรณ์ แต่เจตนารมณ์และแบบร่างทั้งหมดของเขาก็ได้รับการสานต่อจนแล้วเสร็จและเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในปี 2005 กลายเป็นอนุสรณ์สถานทางศิลปะที่สะท้อนความเคารพต่อธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง
สถาปัตยกรรมแสงและเงา: ปิรามิดแก้ว HIDAMARI และภูเขา Mount Moere
หัวใจสำคัญที่ดึงดูดสายตานักเดินทางสายสถาปัตยกรรมคือ ‘HIDAMARI’ หรือปิรามิดแก้วโครงสร้างเรขาคณิตอันล้ำสมัย ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของอุทยาน ภายในอาคารโปร่งโล่งนี้สะท้อนความงดงามของการเล่นกับแสงและเงาในแต่ละช่วงเวลาของวัน นอกจากนี้ยังมีระบบปรับอากาศอัจฉริยะที่ดึงพลังงานความเย็นจากหิมะสะสมในฤดูหนาวมาใช้หมุนเวียน เป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมของการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ไม่ไกลกันนักคือ ‘Mount Moere’ ภูเขาจำลองความสูง 62 เมตร ที่สร้างขึ้นจากเศษวัสดุรีไซเคิลและดินถม การเดินเท้าขึ้นสู่ยอดเขาผ่านขั้นบันไดหินหรือเส้นทางคดเคี้ยว มอบรางวัลเป็นทัศนียภาพแบบพาโนรามา 360 องศาของเมืองซัปโปโรและผืนป่าโดยรอบ บรรยากาศบนยอดเขาช่วยสร้างความสงบทางจิตใจ ราวกับได้ปลีกตัวออกจากความวุ่นวายของโลกภายนอกมาสู่ดินแดนแห่งสมาธิ
บทสนทนาระหว่างสายน้ำ ศิลปะ และฤดูกาลทั้งสี่
ภายในอาณาจักรแห่งนี้ องค์ประกอบของน้ำถูกนำมาใช้อย่างมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะ ‘Sea Fountain’ น้ำพุขนาดใหญ่ใจกลางสวนที่จะแสดงการพ่นน้ำสูงเสียดฟ้าในรูปแบบต่างๆ ตามโปรแกรมที่ออกแบบไว้ สร้างความตื่นตาตื่นใจทุกครั้งที่สายน้ำกระทบกับแสงแดดและลมธรรมชาติ และเมื่อฤดูกาลผันเปลี่ยน สวนโมเอเรนุมาจะผลัดชุดใหม่อย่างงดงาม ฤดูใบไม้ผลิแต่งแต้มด้วยสีชมพูอ่อนของดอกซากุระกว่าพันต้น ฤดูร้อนเปิดพื้นที่ให้ผู้คนออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งและสัมผัสความสดชื่นริมบึง ฤดูใบไม้ร่วงพรั่งพรูด้วยเฉดสีส้มแดงอบอุ่น ก่อนที่ผืนป่าทั้งหมดจะถูกปกคลุมด้วยพรมสีขาวบริสุทธิ์ของหิมะในฤดูหนาว ซึ่งเปลี่ยนสวนแห่งนี้ให้กลายเป็นลานเล่นสโนว์โมบิลและสกีครอสคันทรีอันเงียบสงบ
