เมื่อลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เริ่มแผ่วเบาลงในเดือนเก้าตามปฏิทินจันทรคติจีน ตัวเมืองเก่าภูเก็ตคล้ายถูกโอบล้อมด้วยห้วงเวลาพิเศษ สีเหลืองทองของธงเจพลิ้วสะบัดตัดกับสถาปัตยกรรมชิโน-ยูโรเปียน ควันธูปและกลิ่นไม้หอมกำยานอบอวลในชั้นบรรยากาศ เสียงกลองและฆ้องจีนดังกังวานเป็นระยะเพื่อป่าวประกาศการเริ่มต้นของ ‘ประเพณีถือศีลกินผัก’ หรือที่ชาวไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนในท้องถิ่นเรียกว่า ‘เจี๊ยะฉ่าย’
ประเพณีที่สืบทอดมายาวนานกว่าสองศตวรรษนี้ มิได้เป็นเพียงเทศกาลละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ หากแต่คือปรากฏการณ์ทางจิตวิญญาณอันลึกซึ้งที่ผูกพันแน่นแฟ้นกับประวัติศาสตร์การอพยพของชาวจีนฮกเกี้ยน ยุคเหมืองแร่ดีบุกเฟื่องฟู ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2368 เมื่อคณะงิ้วจากเมืองจีนที่เดินทางมาแสดงในอำเภอกระทู้เกิดล้มป่วยด้วยโรคระบาด คณะนักแสดงจึงได้ปฏิบัติตนตามความเชื่อโบราณด้วยการงดเนื้อสัตว์และสวดมนต์บูชาเทพเจ้ากิ้วอ่องไต่เต่ (องค์มหาเทพดาวนพเคราะห์ทั้งเก้า) จนกระทั่งโรคร้ายมลายหายไปอย่างน่าอัศจรรย์
ศรัทธาบริสุทธิ์นั้นถูกส่งต่อและหล่อเลี้ยงอย่างทรงพลัง กลายเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติที่หลอมรวมวิถีชีวิต ความเชื่อเรื่องโลกียวิญญาณ สถาปัตยกรรมอ๊าม (ศาลเจ้า) และศิลปะการประกอบอาหารแบบเพอรานากันเข้าด้วยกัน สำหรับนักเดินทางสายวัฒนธรรม การก้าวเข้าสู่เทศกาลถือศีลกินผักภูเก็ตคือการเปิดประตูสู่การศึกษาจิตวิญญาณอันเข้มข้น และสัมผัสความงามที่ถอดรหัสออกมาเป็นวิถีปฏิบัติแห่งความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง
กำเนิดแห่งศรัทธา: จากคณะงิ้วกะทู้สู่รากเหง้าภูมิปัญญาแห่งอ๊ามโบราณ
มรดกทางจิตวิญญาณของเทศกาลถือศีลกินผักภูเก็ตหยั่งรากลึกลงในแผ่นดินเหมืองแร่ดีบุกตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 เมื่อชาวจีนฮกเกี้ยนหลั่งไหลข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งถิ่นฐาน บริเวณอำเภอกระทู้ (ในอดีตเรียกว่า อ่างอ่าหล่าย) กลายเป็นศูนย์กลางชุมชนเหมืองแร่ เล่ากันว่าในปี พ.ศ. 2368 คณะงิ้วจีนฮกเกี้ยนที่ได้รับการว่าจ้างมาแสดงความบันเทิงแก่คนงานเหมืองได้ประสบภัยไข้ป่าระบาด หัวหน้าคณะจึงชวนสมาชิกละเว้นการกินเนื้อสัตว์ ตั้งจิตอธิษฐาน และประกอบพิธีสวดมนต์บูชา ‘องค์กิ้วอ่องไต่เต่’ (Nine Emperor Gods) ตามประเพณีโบราณที่เคยปฏิบัติในมณฑลฮกเกี้ยน เมื่อสมาชิกคณะงิ้วหายป่วยเป็นอัศจรรย์ ชาวบ้านในพื้นที่จึงเกิดความศรัทธายิ่ง และขอแบ่งอัญเชิญผุยฮก (เหี่ยวเอี๊ยน หรือไฟศักดิ์สิทธิ์) มาประดิษฐาน ก่อเกิดเป็น ‘อ๊ามกระทู้’ ศาลเจ้าแห่งแรกที่เป็นต้นกำเนิดประเพณีเจี๊ยะฉ่ายในเกาะภูเก็ต
จากกระทู้ ศรัทธาขยายตัวสู่ใจกลางเมือง เกิดอ๊ามสำคัญหลายแห่งที่มีบทบาทในปัจจุบัน เช่น ‘อ๊ามจุ้ยตุ่ย’ (มูลนิธิจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง) ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่มีขนาดใหญ่และมีสาธุชนศรัทธามากที่สุด ‘อ๊ามบางเหนียว’ และ ‘อ๊ามหล่อโรง’ แต่ละศาลเจ้าถือเป็นสถาปัตยกรรมจีนโบราณที่ทรงคุณค่า โครงสร้างไม้ แกะสลักลวดลายมังกรและหงส์ ลานหินขัด และฉากกั้นไม้สักทอง ล้วนบอกเล่าเรื่องราวความเจริญรุ่งเรืองของคหบดีจีนในยุคคลาสสิก การเดินทางเยือนอ๊ามเหล่านี้ในช่วงเทศกาล มิใช่เพียงการเข้าไหว้พระ แต่คือการอ่านประวัติศาสตร์สังคมผ่านสัญลักษณ์และความเชื่อที่ยังคงมีชีวิต
พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์: รหัสลับแห่งจิตวิญญาณและขบวนแห่พระรอบเมือง
เทศกาลถือศีลกินผักภูเก็ตประกอบด้วยลำดับพิธีกรรมที่ร้อยเรียงกันอย่างมีระเบียบตามคติเต๋า เริ่มต้นในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 (ปฏิทินจีน) ด้วย พิธียกเสาโกเต้ง (Lantern Pole) ไม้ไผ่ตรงยาวตระหง่านถูกยกขึ้นกลางลานอ๊าม เพื่ออัญเชิญตะเกียงเทวดา 9 ดวงขึ้นสู่ยอดเสา เป็นสัญลักษณ์ประกาศการสถิตขององค์เทพเจ้า และเริ่มต้นมณฑลพิธีบริสุทธิ์อย่างเป็นทางการ
หัวใจสำคัญของพิธีกรรมกลางแจ้งคือ พิธีอิ้วเก้ง หรือขบวนแห่พระรอบเมือง ในแต่ละวัน อ๊ามต่างๆ จะสลับสับเปลี่ยนนำองค์เทพออกโปรดสาธุชน ขบวนแห่ประกอบด้วยเสลี่ยงเล็ก (ไฉ้เปี๋ย) และเสลี่ยงใหญ่ (ตั่วเหลี้ยน) พร้อมคณะขุนทหารและเครื่องสูงจีน ไฮไลต์ที่สะดุดตาและสร้างแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์คือ ม้าทรง หรือร่างทรงของเทพเจ้า ซึ่งแสดงภายนอกด้วยการแทงเหล็กแหลมหรือของมีคมตามร่างกาย คติโบราณเชื่อว่าการรับความเจ็บปวดของม้าทรงคือการปัดเป่าภัยพิบัติและรับเคราะห์แทนชุมชน ชาวบ้านจะตั้งโต๊ะบูชาหน้าบ้าน นุ่งขาวคุกเข่าเพื่อรับพรและความสงบเย็นขณะขบวนเคลื่อนผ่าน
นอกจากนี้ ยังมี พิธีโก้ยโห้ย (พิธีลุยไฟ) บนกองถ่านแดงวาบ เพื่อชำระพลังลบและสิ่งอัปมงคลออกจากร่างกายของผู้ปฏิบัติธรรม และ พิธีโก้ยห่าน (พิธีสะเดาะเคราะห์ข้ามสะพาน) ก่อนจะปิดฉากลงในคืนวันขึ้น 9 ค่ำ ด้วย พิธีส่งพระ (ส่งองค์กิ้วอ่องไต่เต่) มวลชนชุดขาวนับหมื่นชีวิตจะร่วมขบวนพาเหรดประทัดที่ดังกึกก้องไปตามถนน เพื่อส่งองค์เทพกลับสู่สวรรค์บริเวณชายหาดปลายแหลมสะพานหิน ท่ามกลางหมอกควันประทัดและแสงไฟ ถือเป็นนาทีแห่งความตื้นตันและการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บริสุทธิ์
รสสัมผัสแห่งบริสุทธิ์: อัตลักษณ์อาหารเจจีนบ๋าบ๋า-เพอรานากัน
นอกจากมิติทางจิตวิญญาณแล้ว เทศกาลถือศีลกินผักยังเป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมการกินของภูเก็ตเบ่งบานในรูปแบบสตรีทฟู้ดและตำรับอาหารเจโบราณ เอกลักษณ์ของอาหารเจภูเก็ตเน้นวัตถุดิบธรรมชาติ เต้าหู้ถั่วเหลืองทำมือ เห็ดสด และผักท้องถิ่น ปรุงรสด้วยซอสถั่วเหลืองหมักตามสูตรจีนฮกเกี้ยน หลีกเลี่ยงผักฉุน 5 ชนิดตามข้อบังคับทางศาสนา
เมนูที่ไม่ควรพลาดในการลิ้มลอง ได้แก่ หมี่ฮุ้นผัดเจ เส้นหมี่ข้าวเหนียวผัดกะทะเหล็กหอมกลิ่นควันกะทะ โรยด้วยหอมเจียวและเต้าหู้ทอด โล้บะเจ ที่ดัดแปลงจากเมนูเครื่องในหมูโบราณมาใช้เต้าหู้ ฟองเต้าหู้ทอดกรอบ ทานคู่กับน้ำจิ้มมะขามเคี่ยวรสเปรี้ยวหวาน ขนมจีนน้ำยาเจ ทั้งน้ำยาแกงกะทิเจและน้ำยาป่าเจรสจัดจ้านตามสไตล์ภาคใต้ รวมถึงขนมพื้นบ้านอย่าง อาโป้งเจ และ เต้าส้อเจ
นอกจากร้านอาหารริมทางรอบอ๊ามจุ้ยตุ่ยและถนนระนองแล้ว ปัจจุบันร้านอาหารระดับการันตีโดยคู่มือมิชลิน ไกด์ ในเขตเมืองเก่าภูเก็ตหลายแห่ง ก็ได้รังสรรค์เมนู ‘เพอรานากันเจฟิวชั่น’ นำเสนอความประณีตของวัตถุดิบพื้นถิ่น ให้สัมผัสที่ร่วมสมัยแต่ยังคงยึดมั่นในหลักความบริสุทธิ์ของประเพณี
